forgetmenot11

Friday, January 20, 2006

บทคัดย่อ 3

1.ทะเบียนวิจัยเลขที่
35 38 02 11 612 10 03 03 11
ชื่อโครงการ
อิทธิผลของมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำต่าง ๆ ต่อปริมาณน้ำไหลบ่าการสูญเสียดิน ความชื้นของดินและผลผลิตมันสำปะหลัง ในดินชุดโคราช

Effect of some soil and water conservation measures on water run off, soil loss, soil moisture content, and yield of cassava on Korat soil series
กลุ่มชุดดินที่
35 ชุดดินโคราช (Korat series)
ผู้ดำเนินการ
นางจินตนา ไทยกล้า Mrs. Jintana Thaikla
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ของการทดลองมี 5 ประการ คือ 1. เพื่อกำหนดมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสมต่อการปลูกมันสำปะหลัง ดินชุดโคราช จ.อุบลราชธานี 2. วิเคราะห์เปรียบเทียบการสูญเสียดินในแต่ละมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ 3. วิเคราะห์เปรียบเทียบผลผลิตของมันสำปะหลังในแต่ละมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ 4. วิเคราะห์เปรียบเทียบปริมาณน้ำไหลบ่าในแต่ละมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ 5. วิเคราะห์เปรียบเทียบความชื้นของดินในแต่ละมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ดำเนินการทดลองที่สถานีพัฒนาที่ดิน จังหวัดอุบลราชธานีดินชุดโคราช พื้นที่ลาดเขา 4% ระหว่างปี 2535 - 2538 รวม 3.6 ปี ผลการทดลองสรุปพอเป็นสังเขปดังนี้
1. มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสมที่สุดในการปลูกมันสำปะหลังดินชุดดินโคราชความลาดเทของพื้นที่ 4 % พื้นที่อำเภอวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ได้แก่ การไถ-พรวนดินและปลูกตามแนวระดับเสริมด้วยแถบแฝก ตามแนวระดับ เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการป้องกันการสูญเสียดินกล่าวคือ สูญเสียดินเพียง 1.16 ตัน/ไร่/ปี ซึ่งต่ำกว่าพิกัดที่ตั้งไว้ให้สูญเสียดินได้ไม่เกิน 1.7 ตัน/ไร่/ปี และทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังสูงสุดเท่ากับ 1,251.7 กก./ไร่ อันดับที่สองได้แก่ การไถพรวนดินและปลูกตามแนวระดับเสริมด้วยคันดินกั้นน้ำแบบลดระดับ เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการป้องกันการสูญเสียดินให้ต่ำกว่าพิกัดคือสูญเสียดินเพียง 0.94 ตัน/ไร่/ปี และทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับที่สองคือ 1,059 กก./ไร่
2. ปริมาณน้ำไหลบ่าเกิดขึ้นสูงสุดในแปลงไถ-พรวนดินและปลูกขึ้น-ลงตามความลาดเทของพื้นที่น้ำไหลบ่าเฉลี่ย 3 ปี ที่ทำการทดลอง ( 2535 2536 และ 2537 ) สูงถึง 1,332.6 ม3/ไร่/ปี ต่ำสุดในแปลงไถ-พรวนดินและปลูกตามแนวระดับเสริมด้วยคันดินกั้นน้ำตามแนวระดับมีปริมาณน้ำไหลบ่า 348.2 ม3/ไร่/ปี ต่ำกว่าแปลงไถขึ้น-ลง ตามความลาดเทของพื้นที่ 75.2 %
ส่วนการไถ-พรวนดินและปลูกตามแนวระดับเสริมด้วยแถบหญ้าแฝกตามแนวระดับที่ให้เป็นมาตรการเหมาะสมที่สุดตามข้อที่ 1 มีปริมาณน้ำไหลบ่า 566.2 ม3/ไร่/ปี ต่ำกว่าแปลงไถขึ้น-ลง 58 % และการไถ-พรวนดินและปลูกตามแนวระดับเสริมด้วยคันดินกั้นน้ำแบบลดระดับ มีปริมาณน้ำไหลบ่า 550.6 ม3/ไร่/ปี ต่ำกว่าแปลงไถขึ้น-ลงตามความลาดเทของพื้นที่ 59.4 %
3. ความชื้นที่เป็นประโยชน์ของดิน เฉลี่ยตลอดฤดูเพาะปลูกสูงสุดในแปลง ไถ-พรวนดิน และปลูกตามแนวระดับเสริมด้วยคันดินกั้นน้ำตามแนวระดับ 15.71 % by wt หรือเท่ากับ 86.6 % AWC ต่ำสุดในแปลงไถขึ้นลงตามความลาดเท 12.4 % by wt หรือ เท่ากับ 52.1 % AWC ในแปลงไถ-พรวนดินและปลูกตามแนวระดับเสริมด้วยแถบแฝก 13.88 % by wt หรือเท่ากับ 67.5 % AWC ถ้าเสริมด้วยคันดินกั้นน้ำแบบลดระดับ 14.5 % by wt หรือเท่ากับ 74 % AWC นอกจากนี้ยังพบว่ามาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำต่างกันมีอิทธิพลทำให้ความชื้นที่เป็นประโยชน์ของดินเฉลี่ยตลอดฤดูเพาะปลูกต่างกันและความชื้นที่เป็นประโยชน์ของดินดังกล่าวมีความสัมพันธ์ในเชิงลบกับผลผลิตมันสำปะหลังโดยมีความแกร่งความสัมพันธ์ปานกลาง



2.ทะเบียนวิจัยเลขที่
38 38 03 12 832 20 02 03 11
ชื่อโครงการ
การจัดการชุดดินตาคลี (กลุ่มชุดดินที่ 52) เพื่อปลูกข้าวโพดในจังหวัดกาญจนบุรี
Management of Takhli soil series (soil group No.52) for corn in Kanchanaburi province
กลุ่มชุดดินที่
52
ผู้ดำเนินการ
นายจิระพันธุ์ ปุระสุวรรณ์ Mr. Jirapan Purasuwan
บทคัดย่อ
การจัดการชุดดินตาคลี กลุ่มชุดดินที่ 52 เพื่อปลูกข้าวโพดในจังหวัดกาญจนบุรี ณ โครงการทุ่งก้างย่าง ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – กันยายน โดยวางแผนการทดลองแบบสังเกตการณ์ มีทั้งหมด 5 ตำรับการทดลอง คือ
ตำรับที่ 1 แปลงเปรียบเทียบของเกษตรกร
ตำรับที่ 2 ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่
ตำรับที่ 3 ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่ + 21-0-0 (20 กก./ไร่)
ตำรับที่ 4 ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่ + 26-0-0 (15 กก./ไร่)
ตำรับที่ 5 ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่ + 46-0-0 (20 กก./ไร่)
ผลการทดสอบ พบว่าการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่ ร่วมกับ 46-0-0 (10 กก./ไร่) ให้ผลผลิตข้าวโพดเฉลี่ยสูงสุด 2,188.8 กก./ไร่ ซึ่งไม่แตกต่างกันกับการใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่ ร่วมกับ 26-0-0 (15 กก./ไร่) 1,971.2 กก./ไร่ ส่วนแปลงเปรียบเทียบของเกษตรกรให้ผลผลิตข้าวโพดต่ำสุด 1,241.6 กก./ไร่


3.ทะเบียนวิจัยเลขที่
35 39 04 12 210 10 24 04 00
ชื่อโครงการ
ศึกษาการปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดเพื่อการปลูกพืชไร่และพืชผักบางชนิด ภายใต้การควบคุมน้ำสมบูรณ์แบบ
กลุ่มชุดดินที่
10 ชุดดินรังสิตกรดจัด (Rsa)
ผู้ดำเนินการ
นายเจริญ เจริญจำรัสชีพ Mr. Charoen Charoenchamratcheep
นางนงคราญ มณีวรรณ Mrs. Nongkran Maneewan
นางสาวรสมาลิน ณ ระนอง Miss. Rosamarin Na Ranong
นางสาวบรรเจิดลักษณ์ จินตฤทธิ์ Miss. Bunjerdluk Jintalidth
บทคัดย่อ
การศึกษาการปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดเพื่อปลูกพืชไร่ และพืชผักบางชนิด ภายใต้การควบคุมน้ำสมบูรณ์แบบ ในชุดดินรังสิตกรดจัด ในระบบการปลูกพืชแบบยกร่อง เพื่อทดแทนการทำนา ดำเนินการที่ นาเกษตรกร อ.องครักษ์ จ.นครนายก และที่สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนครนายก โดยการใช้ปูนมาร์ลอัตรา 0 0.5 1.0 1.5 และ 2.0 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยสูตร 5-15-15 อัตรา 50 75 100 และ 125 กก./ไร่ ในการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง และใส่ปูนมาร์ลอัตรา 0 1 และ 2 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 0 25 50 และ 75 กก./ไร่ ในการปลูกกระเจี๊ยบเขียว สำหรับการปลูกข้าวโพดหวาน ใส่ปูนมาร์ลอัตรา 0 0.5 1.0 1.5 และ 2.0 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยสูตร 20-10-10 อัตรา 20 40 และ 60 กก./ไร่ และการใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟตอัตรา 0 100 200 300 และ 400 กก./ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมี สำหรับปลูกข้าวโพดหวานตามด้วยถั่วเขียว
ผลการศึกษาพบว่า การปลูกหน่อไม้ฝรั่งในพื้นที่ดินเปรี้ยวนั้นการใช้ปูนอัตรา 1.5 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีอัตรา 125 กก./ไร่ ให้ผลผลิตสูงสุด และผลผลิตเฉลี่ย 2 ปี ประมาณ 993 กก./ไร่ การใช้ปูนอัตราต่ำ 0.5 – 1.0 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยอัตรา 100 – 75 กก./ไร่ ให้ผลผลิตรองลงมา
สำหรับการปลูกกระเจี๊ยบเขียวนั้น พบว่า การใช้ปูนมาร์ลอัตรา 2 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีอัตรา 75 กก./ไร่ ให้ผลผลิตกระเจี๊ยบเขียวสูงสุดทุกปี และผลผลิตเฉลี่ย 4 ฤดูปลูกได้ 1,399 กก./ไร่ รองลงมาคือการใช้ปูน 2 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยอัตรา 50 กก./ไร่ ให้ผลผลิต 1,200 กก./ไร่
การปลูกข้าวโพดหวาน เป็นพืชเดี่ยว โดยใช้ปูนมาร์ลร่วมกับปุ๋ยเคมีนั้น พบว่าปูนมาร์ลมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตและการเพิ่มผลผลิตข้าวโพดหวานอย่างเด่นชัด การใช้ปูนมาร์ล อัตรา 1- 2 ตัน/ไร่
จากการศึกษาการปรับปรุงดินเปรี้ยวจัด เพื่อปลูกหน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบเขียว ข้าวโพดหวาน และข้าวโพดหวานตามด้วยถั่วเขียว นั้น พบว่า มีปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่เป็นตัวจำกัดการเจริญเติบโต และการให้ผลผลิตของพืช แม้ว่าจะมีการปรับปรุงดินด้วยปูน และมีการเพิ่มธาตุอาหารพืชแล้วก็ตาม ข้อจำกัดต่าง ๆ จะแตกต่างกันไปตามชนิดของพืช เช่นหน่อไม้ฝรั่งต้องการดินร่วนซุย ง่ายต่อการ
แทงหน่อ การปลูกหน่อไม้ฝรั่งจึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยหมักปริมาณมาก เพื่อปรับสภาพของดินให้เหมาะสมต่อการแทงหน่อ นอกจากนี้ต้องมีปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืชทุกชนิด ตลอดฤดูการเพาะปลูก โดยเฉพาะกระเจี๊ยบเขียวในระยะติดฝัก ต้องมีน้ำเพียงพอ ดินมีความชุ่มชื้น เพื่อให้ฝักมีคุณภาพดี และมีปริมาณมาก และสำหรับข้าวโพดในช่วงออกดอก ต้องไม่ขาดน้ำเพราะถ้ามีน้ำและความชุ่มชื้นของดินไม่เพียงพอ ฝักจะไม่สมบูรณ์ สำหรับถั่วเขียวที่ปลูกตามหลังข้าวโพดนั้น พบว่าให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในดินอื่นๆ ทั้งนี้ เนื่องจากถั่วเขียวมีความทนต่อปริมาณความอิ่มตัวของอลูมินั่มต่ำเพียง 15% เท่านั้น ในขณะที่ดินชุดรังสิตกรดจัดมีปริมาณอลูมินั่มที่สกัดได้ประมาณ 6–9 me/ ดิน 100 กรัม หรือมีปริมาณความอิ่มตัวด้วยอลูมินั่มสูงถึง 45-65 % จึงจำกัดการเจริญเติบโต และการให้ผลผลิตของถั่วเขียว จึงไม่สมควรปลูกถั่วเขียวเป็นพืชตามในดินชุดรังสิตกรดจัด ควรพิจารณาเลือกพืชชนิดอื่น ๆ ที่มีความทนต่อปริมาณความอิ่มตัวด้วยอลูมินั่มมาปลูกแทน


4.ทะเบียนวิจัยเลขที่
38 39 03 12 821 14 02 01 11
ชื่อโครงการ
การจัดการชุดดินอุบล (กลุ่ม 24) เพื่อการปลูกข้าวใน จังหวัดมหาสารคาม ศรีสะเกษและยโสธร

Managament for Ubon soil series (soil group No.24) for paddy field in Mahasarakam, Si-Sa-ket and Yasothorn province.
กลุ่มชุดดินที่
24 ชุดดินอุบล
ผู้ดำเนินการ
นายชุมพล คนศิลป์ Mr. Shumpol Konsil

นายธรรมศักดิ์ สิงหพงษ์ Mr. Thumasak Singhapong

นายวิรัตน์ ตันภิบาล Mr. Virat Tanpibal

นายที บุญแนบ Mr. Tee Boonnab

นายประสาท โพอุทัย Mr. Prasat Pho-u-thai

นางทองอ่อน นะเรกุล Mrs. Tong-on Narrekul

นายยุทธสงค์ นามสาย Mr. Yuthasong Namsai
บทคัดย่อ
การทดลองปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ในชุดดินอุบล (กลุ่มชุดดินที่ 24) โดยใช้การจัดการดิน3วิธี คือ ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 25 กก./ไร่ ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 12.5 กก./ไร่ ร่วมกับการใช้โสนอัฟริกันเป็นปุ๋ยพืชสด และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 12.5 กก./ไร่ ร่วมกับการใช้ปอเทืองปลูกผสมกับถั่วพร้าเป็นพืชปุ๋ยสด ได้ดำเนินการในพื้นที่เกษตรกรใน 3 จังหวัด คือ จังหวัดมหาสารคาม ศรีสะเกษ และยโสธร ระหว่าง ปี 2538 ถึง 2539
ผลการทดลองในปีแรก (2538) ปลูก ณ บ้านหนองงู อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคามพบว่า การเจริญเติบโตของโสนอัฟริกัน ปอเทืองและถั่วพร้าไม่ดี ได้ปริมาณน้ำหนักพืชสดก่อนไถกลบเป็นพืชปุ๋ยสดเพียงเล็กน้อย การเจริญเติบโตด้านความสูงและจำนวนการแตกกอของข้าวมีผลแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย การใช้โสนอัฟริกันเป็นปุ๋ยพืชสดร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 12.5 กก./ไร่ มีแนวโน้มช่วยทำให้ข้าวมีการเจริญเติบโตด้านความสูงมากที่สุด 133.5 ซม. และมีอัตราการแตกกอมากที่สุด 9.50 ต้น/กอ แต่ผลผลิตข้าวที่ได้รับพบว่า การใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว สูตร 16-16-8 อัตรา 25 กก./ไร่ ให้ผลผลิตสูงสุดประมาณ 467 กก./ไร่ รองลงมาได้แก่ 446 กก./ไร่ จากการใช้ปอเทืองปลูกผสมกับถั่วพร้าเป็นปุ๋ยพืชสดร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตรเดียวกันอัตรา 12.5 กก./ไร่ และ 438 กก./ไร่ จากการใช้โสนอัฟริกันเป็นปุ๋ยพืชสดร่วมกับปุ๋ยเคมีอัตรา 12.5 กก./ไร่ สำหรับผลการทดลองในปีเดียวกันที่ดำเนินการ ณ บ้านหนองดุม อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ พบว่า การเจริญเติบโตของโสนอัฟริกันกับปอเทืองและถั่วพร้าอยู่ในเกณฑ์ดี ให้ปริมาณน้ำหนักพืชสดก่อนทำการไถกลบค่อนข้างสูง โดยโสนอัฟริกันให้น้ำหนักสด 1942 กก./ไร่ ปอเทืองปลูกผสมกับถั่วพร้าให้น้ำหนักสดร่วมกัน 2,136 กก./ไร่ ส่งผลให้การเจริญเติบโตด้านความสูง จำนวนการแตกกอ และผลผลิตของข้าว มีผลแตกต่างกันทางสถิติเห็นได้ชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ปุ๋ยเคมีกับข้าวแต่เพียงอย่างเดียว กล่าวคือ การใช้โสนอัฟริกันเป็นปุ๋ยพืชสดร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 12.5 กก./ไร่ มีผลให้ข้าวเจริญเติบโตสูงถึง 135.1 ซม. ให้จำนวนการแตกกอ 12.8 ต้น/กอ และให้ผลผลิตข้าวประมาณ 511 กก./ไร่ การใช้ปอเทืองปลูกผสมกับถั่วพร้าเป็นปุ๋ยพืชสดร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตรเดียวกันอัตรา 12.5 กก./ไร่ ให้ความสูงของข้าว 135.8 ซม. ให้จำนวนการแตกกอ 12.1 ต้น/กอ และให้ผลผลิตข้าวประมาณ 502 กก./ไร่ ในขณะที่การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวสูตรเดียวกันในอัตรา 25 กก./ไร่ ให้ความสูงของข้าว 132.5 ซม. ให้จำนวนการแตกกอ 8.4 กก./ไร่ ให้ความสูงของข้าว 132.5 ซม. ให้จำนวนการแตกกอ 8.4 ต้อ/กอ และให้ผลผลิตข้าวเพียง 347 กก./ไร่ และเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับที่ดำเนินการ ณ บ้านดงแคนใหญ่ อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร กล่าวคือ น้ำหนักพืชปุ๋ยสดก่อนทำการไถกลบลงดิน ได้จากโสนอัฟริกัน 1,839 กก./ไร่ และจากปอเทืองกับถั่วพร้ารวมกัน 1,781 กก./ไร่ เป็นผลทำให้การเจริญเติบโตข้าวต้นความสูง จำนวนการแตกกอและผลผลิตของข้าวอยู่ในเกณฑ์ดี โดยมีผลมาจากการใช้โสนอัฟริกันเป็นพืชปุ๋ยสดร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 12.5 กก./ไร่ ให้ความสูงของข้าว 134.5 ซม. ให้จำนวนการแตกกอ 9.5 ต้น/กอ และให้ผลผลิตข้าว ประมาณ 461 กก./ไร่ จากการใช้ปอเทืองกับถั่วพร้ารวมกันเป็นปุ๋ยพืชสดร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตรเดียวกัน อัตรา 12.5 กก./ไร่ ให้ความสูงของต้นข้าว 134.3 ซม. ให้จำนวนการแตกกอ 9.3 ต้น/กอ และให้ผลผลิตข้าวประมาณ 445 กก./ไร่ ในขณะที่การใช้ปุ๋ยเคมีแต่เพียงอย่างเดียวอัตราสูง 25 กก./ไร่ ให้ความสูงของต้นข้าว 132.1 ซม. ให้จำนวนการแตกกอ 7.7 ต้น/กอ และให้ผลผลิตข้าวต่ำเพียงประมาณ 278 กก./ไร่ ส่วนในปีที่ 2 การดำเนินงานทดลองทั้งสองแห่ง (บ้านหนองดุม จังหวัดศรีสะเกษ และบ้านดงแคนใหญ่ จังหวัดยโสธร) ประสพกับสภาวะฝนแปรปรวนในฤดูกาลเพาะปลูก ทำให้การเจริญเติบโตของพืชปุ๋ยสดไม่ดีให้ปริมาณน้ำหนักสดก่อนทำการไถกลบลงดินน้อยกว่าปีแรก ตลอดจนถึงการเจริญเติบโตและผลผลิตข้าวก็ต่ำกว่าปีแรก
ทางด้านการจัดการดินโดยใช้พืชปุ๋ยสด ได้แก่ โสนอัฟริกัน ปอเทือง และถั่วพร้าร่วมกับปุ๋ยเคมีในอัตราต่ำ (12.5 กก./ไร่ ของปุ๋ยสูตร 16-16-8) เป็นเวลานาน 2 ปี พบว่า คุณสมบัติทางเคมีของดิน อาทิ OM , P และ K เปลี่ยนแปลงและมีแนวโน้มดีขึ้น เมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยเคมีแต่เพียงอย่างเดียวในอัตราสูง ( 25 กก./ไร่ ) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีแนวโน้มลดลง


5.ทะเบียนวิจัยเลขที่
38 39 03 12 821 14 02 01 11
ชื่อโครงการ
การจัดการดินกลุ่มชุดดินที่ 20 เพื่อการปลูกข้าวในจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม และสุรินทร์

Management of soil group No. 20 for paddy rice in Khon Kaen, Mahasarakam and Surin province
กลุ่มชุดดินที่
20 กลุ่มชุดดิน ทุ่งกุลาร้องไห้
ผู้ดำเนินการ
นายชุมพล คนศิลป์ Mr. Chumpol Konsil

นางสาวสุดา สวัสดิ์ธนาคูณ Miss. Suda Sawastanakoon

นายสมศักดิ์ ชัยนา Mr. Somsak Chaiyana

นางปราณี สีหบัณฑ์ Mrs. Pranee Sihabun
บทคัดย่อ
การปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ในกลุ่มชุดดินที่ 20 โดยมีการจัดการดิน 6 วิธีการ คือไม่ใส่ปุ๋ยตามแบบที่เกษตรกรเคยปฏิบัติกันมา (T1) ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-8 อัตรา 30 กก./ไร่ (T2) ใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 2 ตัน/ไร่ (T3) ใส่แกลบอัตรา 2 ตัน/ไร่ (T4) ใส่แกลบและปุ๋ยคอกร่วมกันอัตราอย่างละ 1 ตัน/ไร่ (T5) และใส่ปุ๋ยพืชสดจากโสนอัฟริกันร่วมกับถั่วพร้าในอัตราเมล็ด 5 และ 8 กก./ไร่ (T6) ดำเนินการ ณ พื้นที่เกษตรกรอำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น ปี 2538-2540 อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม และอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ปี 2538-2539
ผลการทดลองพบว่า ในชุดดินร้อยเอ็ดที่มีคราบเกลือ ณ จังหวัดขอนแก่น การใช้โสนอัฟริกันร่วมกับถั่วพร้าเป็นปุ๋ยพืชสด ได้ผลผลิตข้าวสูงสุดในปีที่ 1 เฉลี่ยหนัก 482 กก./ไร่ และปีที่ 2 เฉลี่ยหนัก 529.5 กก./ไร่ รองลงมาคือ การใช้ปุ๋ยคอกอัตรา 2 ตัน/ไร่ ได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ยหนัก 456.8 กก./ไร่ ในปีที่ 1 และ 468.2 กก./ไร่ ในปีที่ 2 ตามลำดับ ในขณะที่ผลผลิตข้าวที่ปลูกตามแบบเกษตรกรเคยปฏิบัติกันมา ได้รับเพียง 241.2 กก. และ 236.5 กก./ไร่ ในปีที่ 1 และ 2 ตามลำดับ ผลผลิตข้าวที่ได้จากชุดดินกุลาร้องไห้ ณ จังหวัดมหาสารคาม ปรากฏว่าการใช้ปุ๋ยคอกอัตรา 2 ตัน/ไร่ ได้ผลผลิตข้าวสูงสุด เฉลี่ยหนัก 614 กก./ไร่ รองลงมาคือ การใช้โสนอัฟริกันร่วมกับถั่วพร้าเป็นปุ๋ยพืชสด ได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ยหนัก 597 กก./ไร่ เปรียบเทียบผลผลิตข้าวที่ได้จากการปลูกตามแบบเกษตรกรปฏิบัติกันเพียง 327กก./ไร่ ในขณะที่ดินชุดกุลาร้องไห้ ณ จังหวัดสุรินทร์ การใส่ปุ๋ยคอกให้ผลผลิตข้าวสูงสุด 399 กก./ไร่ รองลงมา คือ การใช้ปุ๋ยพืชสด และ การใช้ปุ๋ยคอกผสมร่วมกับแกลบที่ได้ผลผลิตข้าว 382 กก. และ 353 กก./ไร่ ตามลำดับ การปลูกข้าวตามแบบเกษตรกรที่เคยปฏิบัติกันมาได้ผลผลิต 342 กก./ไร่ ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันในทางสถิติ


6.ทะเบียนวิจัยเลขที่
35 37 02 11 839 18 02 02 11
ชื่อโครงการ
การศึกษาวัสดุคลุมดินบางชนิดร่วมกับปุ๋ยหมักในการปลูกหม่อนบนขั้นบันไดดิน
Study on some mulch compost – fertilizer for mulberry grown on bench terrace
กลุ่มชุดดินที่
29 ชุดดินบ้านจ้อง (Ban chong)
ผู้ดำเนินการ
นายชูกิจ เอี่ยมสอาด Mr. Chugit Eam –Sa -ard
นายพินิจ หุตะวัฒนะ Mr. Pinit Hutawattana
นายสมคิด ศรีวิชัย Mr. Somkid Srivichai
บทคัดย่อ
การศึกษานี้เริ่มในปี พ.ศ. 2535 – 2537 ในเขตพื้นที่ ต.เขาค้อ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งได้มีการสร้างระบบอนุรักษ์ดินและน้ำแบบขั้นบันไดดินไว้แล้ว โดยสถานีพัฒนาที่ดินเพชรบูรณ์ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 8 กรมพัฒนาที่ดิน สภาพพื้นที่เป็นที่ลาดชัน อาศัยน้ำฝน สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 800 เมตร มีความลาดชัน 12% ดินจัดอยู่ในกลุ่มชุดดินที่ 29 ชุดดินบ้านจ้อง ใช้แผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design มี 4 ซ้ำ ประกอบด้วย 5 วิธีการ คือ 1. check 2. ใส่ปุ๋ยหมัก 1 ตัน/ไร่ 3. ใส่ปุ๋ยหมัก 1 ตัน/ไร่ + คลุมดินด้วยซังข้าวโพดแห้ง 0.5 ตัน/ไร่ 4. ใส่ปุ๋ยหมัก 1 ตัน/ไร่ + คลุมดินด้วยหญ้าคาแห้ง 0.5 ตัน/ไร่ 5. ใส่ปุ๋ยหมัก 1 ตัน/ไร่ + คลุมดินด้วยต้นถั่วลันเตาแห้ง 0.5 ตัน/ไร่
จากการทดลอง ปรากฎว่าผลผลิตใบหม่อนของแต่ละวิธีการมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระหว่างทดลอง 3 ปี โดยวิธีการที่ไม่ใส่ปุ๋ยหมัก ได้ผลผลิตต่ำสุดทั้ง 3 ปี 607 , 580 และ 621 กก./ไร่ และแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับวิธีการอื่น เมื่อนำกลุ่มที่มีการใส่ปุ๋ยหมักร่วมกับวัสดุคลุมดินปรากฎว่า วิธีการที่ 3 วิธีการที่ 4 และวิธีการที่ 5 ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติทั้ง 3 ปีการทดลอง โดยให้ผลผลิตใบหม่อนของวิธีการที่ 3 คือ 937 1,162 และ 1,304 กก./ไร่ ของวิธีการที่ 4 คือ 1,139 1,155 และ 1,242 กก./ไร่ ของวิธีการที่ 5 คือ 1,009 1,178 และ 1,192 กก./ไร่ ตามลำดับปีส่วนวิธีการที่ 2 ได้ผลผลิตคือ 642 759 และ 1,048 กก./ไร่ ตามลำดับ
ดังนั้นที่ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ แนะนำการปลูกหม่อนเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงใช้ปุ๋ยหมักอัตรา 1 ตัน/ไร่ ร่วมกับวัสดุคลุมดินชนิดต่าง ๆ ที่หาได้ง่ายในท้องที่ อัตรา 0.5 ตัน/ไร่ เป็นอย่างน้อยและใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 รองก้นหลุม อัตรา 50 กก./ไร่

7.ทะเบียนวิจัยเลขที่
39 40 04 12 522 19 02 03 11
ชื่อโครงการ
วิจัยทดสอบการใช้ธาตุอาหารพืชแบบผสมผสานในการจัดการดินที่มีหินปูน กลุ่มชุดดินที่ 52
Study on Integrated plant nutrition system in some calcareous soil
กลุ่มชุดดินที่
52 ชุดดิน ตาคลี (Takhli)
ผู้ดำเนินการ
นายไชยวัฒน์ ศุภเศวตสรรค์ Mr.Chaiwat Supsvetson
นายทวี รัตนรัตน์ Mr. Tawee Ratanarat
นายวัชระ สิงห์โตทอง Mr. Watchara Singtothong
บทคัดย่อ
การวิจัยทดสอบการใช้ธาตุอาหารพืชแบบผสมผสานในการจัดการดินที่มีหินปูนชุดดินตาคลีกลุ่มชุดดินที่ 52 ซึ่งเป็นดินเหนียว ปฏิกริยาเป็นด่างจากปูนแคลเซียมคาร์บอเนต ทำให้มีการตรึงธาตุอาหารพืชทำให้พืชขาดได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุฟอสฟอรัส การทดสอบนี้เป็นการศึกษาสัดส่วนที่เหมาะสมของปุ๋ยอินทรีย์ และแกลบอัตราต่าง ๆ ร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่ ร่วมกับปุ๋ยยูเรียอัตรา 10 กก./ไร่ เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน รักษาความอุดมสมบูรณ์ในการปลูกข้าวโพดพันธุ์ลูกผสม CP DK 888 วางแผนการทดลองแบบ RCBD มี 2 ซ้ำ 18 วิธีการ ประกอบด้วยแปลงเปรียบเทียบ , การใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 4 และ 6 ตัน/ไร่ , การใช้แกลบอัตรา 0.5 1.0 และ 1.5 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมี ในลักษณะผสมผสานทั้งแบบใส่ชนิดเดียว สองชนิด และ สามชนิด ตามอัตราดำเนินการภายใต้สภาพพื้นที่ของเกษตรกร อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์
จากการศึกษาพบว่าการใช้ธาตุอาหารพืช 3 ชนิดร่วมกัน คือ การใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่ ร่วมกับปุ๋ยยูเรีย 10 กก./ไร่ + แกลบ 1.5 ตัน/ไร่ + ปุ๋ยอินทรีย์ 4 ตัน/ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ยข้าวโพดพันธุ์ลูกผสม 2 ปีสูงสุด 1,111.98 กก./ไร่ , ซึ่งใกล้เคียงกับการใช้ธาตุอาหาร 3 ชนิดอัตราอื่น ซึ่งให้ผลผลิตตรองลงมา การใช้แกลบหรือปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีให้ผลผลิตปานกลาง ส่วนการใช้ธาตุอาหารชนิดเดียวให้ผลผลิตน้อยกว่า ส่วนแปลงเปรียบเทียบให้ผลผลิตต่ำสุด 615.98 กก./ไร่ การใช้แกลบและปุ๋ยอินทรีย์ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพทำให้ดินร่วนซุยมีช่องว่างสำหรับน้ำและอากาศตลอดจนจุลธาตุปลีกย่อยที่จะสลายตัวจากจุลินทรีย์ดิน ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางเคมีและการใช้ธาตุอาหารพืชโดยเฉพาะธาตุฟอสฟอรัสจากปุ๋ยเคมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การใช้สารอินทรีย์หรือปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีจึงเป็นทางเลือกแก่เกษตรกรในการจัดการดิน สามารถนำปัจจัยการผลิตมาใช้ให้เกิดประโยชน์และใช้ทรัพยากรดินได้อย่างยั่งยืน

8.ทะเบียนวิจัยเลขที่
39 41 12 18 822 19 02 02 11
ชื่อโครงการ
การจัดการชุดดินกำแพงเพชร (กลุ่มชุดดินที่ 33) เพื่อปลูกข้าวโพดหวานในจังหวัดกำแพงเพชร

Management of Kamphaeng Phet soil series (soil group No.33) for sweet corn in Kamphaeng Phet province
กลุ่มชุดดินที่
33 ชุดดิน กำแพงเพชร (Kamphaeng Phet soil series).
ผู้ดำเนินการ
นายไชยวัฒน์ ศุภเศวตสรรค์ Mr. Chaiwat Supsvetson

นายทวี รัตนรัตน์ Mr. Tawee Ratanarat

นายวัชระ สิงห์โตทอง Mr. Watchara Singtotong
บทคัดย่อ
การจัดการชุดดินกำแพงเพชร กลุ่มชุดดินที่ 33 เพื่อปลูกข้าวโพดหวานในจังหวัดกำแพงเพชร ดำเนินการวิจัยทดสอบแบบ Observation trial ในพื้นที่เกษตรกร บ้านแสนตอ ต. แสนตอ อ. ขาณุวรลักษบุรี จ. กำแพงเพชร ในปี 2539 – 2541 กลุ่มชุดดินนี้มีแพร่กระจายใน จ. กำแพงเพชร 153,397 ไร่ เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทรายแป้ง สีน้ำตาลหรือน้ำตาลปนแดง พบบริเวณสันดินริมแม่น้ำ ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ควรปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพโดยการเพิ่มอินทรียวัตถุและปุ๋ยเคมี ทำการวิจัยทดสอบโดยมี 5 ตำรับทดลอง (วิธีการ) คือ1) ปลูกข้าวโพดโดยใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่ 2) ปลูกปอเทืองไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดแล้วปลูกข้าวโพดโดยใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กก./ไร่ 3) ปลูกข้าวโพดโดยใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กก./ไร่ และปลูกถั่วเขียวเป็นพืชแซม 4) ปลูกข้าวโพดโดยใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กก./ไร่ ปลูกถั่วเขียวเป็นพืชเหลื่อมฤดูหลังปลูกข้าวโพดหวาน 75 วัน
ผลการวิจัยทดสอบ ผลผลิตของข้าวโพดหวานชั่งเฉพาะฝักไม่รวมเปลือกเฉลี่ย 3 ปี พบว่า การปลูกข้าวโพดหวานโดยใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงสุด 1,033.07 กก./ไร่ รองลงมาคือการใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กก./ไร่ โดยปลูกปอเทืองเป็นปุ๋ยพืชสดก่อนปลูกข้าวโพด และการปลูกถั่วเขียวเป็นพืชแซมในข้าวโพดโดยใช้ปุ๋ยเคมี 15-15-15 อัตรา 25 กก./ไร่ เช่นกัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 945.73 และ 942.47 กก./ไร่ ตามลำดับ ทั้ง 3 ตำรับไม่มีความแตกต่างทางสถิติ ส่วนการปลูกข้าวโพดหวานโดยใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กก./ไร่ และปลูกถั่วเขียวเป็นพืชเหลื่อมฤดูให้ผลผลิตเฉลี่ยต่ำสุด 799.40 กก./ไร่ มีความแตกต่างทางสถิติกับตำรับที่ 1 และ 2 ส่วนการปลูกถั่วเขียวเป็นการปลูกเพื่อการปรับปรุงบำรุงดินให้ผลผลิตน้อยมาก การปลูกข้าวโพดหวานโดยใช้ปุ๋ยเคมีให้ผลผลิตและรายได้ดี การใช้ปุ๋ยพืชสดและการปลูกพืชแซมบำรุงดินช่วยให้ดินมีคุณสมบัติดีขึ้น สามารถช่วยประหยัดปุ๋ยเคมีได้ในระดับหนึ่งเป็นทางเลือกในการจัดการดินตามความเหมาะสมของพื้นที่ เพื่อเป็นข้อมูลในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเกษตรกรต่อไป


9.ทะเบียนวิจัยเลขที่
39 42 04 18 702 11 02 02 11
ชื่อโครงการ
ศึกษาการใช้พืชตระกูลถั่วเป็นปุ๋ยพืชสดในการปรับปรุงดินชุดชัยบาดาลเพื่อปลูกข้าวฟ่าง
Study on some legumes green manuring on Chaibadan series for sorghum
กลุ่มชุดดินที่
28 ชุดดินชัยบาดาล
ผู้ดำเนินการ
นายณัฐพล สุขกันตะ Mr.Nutapol Sukkunta


บทคัดย่อ
การศึกษาการใช้พืชตระกูลถั่วเป็นปุ๋ยพืชสดในการปรับปรุงดินชุดชัยบาดาลเพื่อปลูกข้าวฟ่าง ได้ดำเนินการที่หมู่ 4 ตำบลมะนาวหวาน อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ระหว่างปี 2539 – 2541 เป็นระยะเวลา 3 ปีวางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design มี 4 ซ้ำ 8 วิธีการ 1. ข้าวฟ่างอย่างเดียว ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยพืชสด (แปลงตรวจสอบ) 2. ข้าวฟ่างอย่างเดียวใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-20-20 อัตรา 50 กก./ไร่ 3. ไถกลบถั่วพุ่มดำแล้วปลูกข้าวฟ่างตามโดยใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-20-20 อัตรา 25 กก./ไร่ 4. ไถกลบถั่วเหลืองแล้วปลูกข้าวฟ่างตาม 5. ไถกลบถั่วพร้าแล้วปลูกข้าวฟ่างตาม 6. ไถกลบถั่วเขียวแล้วปลูกข้าวฟ่างตาม 7. ไถกลบถั่วเขียวผิวดำแล้วปลูกข้าวฟ่างตามและ 8. ไถกลบปอเทืองแล้วปลูกข้าวฟ่างตาม ตั้งแต่วิธีการที่ 3–8 ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-20-20 อัตรา 25 กก./ไร่ การทดลองครั้งนี้ ใช้พันธุ์ข้าวฟ่างลูกผสมดำเนินงานตั้งแต่เดือนมีนาคม 2539 สิ้นสุดเดือนกันยายน 2542
ผลการทดลองเฉลี่ย 3 ปี พบว่าถั่วพร้าและถั่วพุ่มดำให้น้ำหนักต้นสดสูงสุด 1875–1939 กก./ไร่ ขณะที่ปอเทืองให้น้ำหนักแห้งสูงสุด 1,003 กก./ไร่ เมื่อไถกลบพืชตระกูลถั่วทั้งหมด 6 ชนิดไปแล้วพืชตระกูลถั่วทุกชนิดทำให้ผลผลิตข้าวฟ่างที่ปลูกตามให้ผลผลิตสูงกว่าวิธีการไม่มีพืชปุ๋ยสดร่วมแต่วิธีการที่ไถกลบปอเทืองจะให้ผลผลิตสูงสุด 490 กก./ไร่ เมื่อเทียบกับวิธีการไม่มีพืชปุ๋ยสดร่วมให้ผลผลิตเพียง 385 กก./ไร่ สำหรับการคิดค่าตอบแทนทางเศรษฐกิจนั้นพบว่าวิธีการไม่มีพืชปุ๋ยสดร่วมให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุด 569 บาท/ไร่ ทั้งนี้อาจเนื่องจากวิธีการอื่น ๆ ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ยเคมีที่มีราคาสูง ค่าเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด และค่าไถกลบพืชตระกูลถั่วบวกกับราคาขายข้าวฟ่างไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ สำหรับการเพิ่มขึ้นของอินทรียวัตถุที่ได้จากพืชปุ๋ยสดไม่ได้นำมาคิดเป็นตัวเงิน แต่พบว่าปริมาณอินทรียวัตถุในปีสุดท้ายเฉลี่ยมีปริมาณเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (1. 59 %) จากเดิมก่อนดำเนินการ (158 %) ส่วนค่าความเป็นกรดเป็นด่างในดินมีแนวโน้มลดลง แต่ปริมาณฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมมีความแปรปรวนไม่มากนักในแต่ละวิธีการ

10.ทะเบียนวิจัยเลขที่
39 40 07 07 001 09 05 07 11
ชื่อโครงการ
การประเมินกำลังผลิตของชุดดินไชยา ต่อการปลูกข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง
Productivity Investigation of chaiya soil series for non-photosensitivities rice valieties
กลุ่มชุดดินที่
-
ผู้ดำเนินการ
นายทะวาย คงสนุ่น Mr. Tawai Kangsanun

นายเชี่ยวชาญ ปานข่อยงาม Mr. Cheochan Pankoigyum

นายสุทิน ภิรมย์ภักดิ์ Mr. Sutin Pirompak
บทคัดย่อ
การประเมินกำลังผลิตของชุดดินไชยาต่อการปลูกข้าวไม่ไวต่อช่วงแสงในพื้นที่นาของเกษตรกร อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี วางแผนการทดลองแบบ 2x6 Factorial in RCB ในฤดูฝน ใช้พันธุ์ข้าว 6 พันธุ์ ดังนี้ กข.7 กข. 9 กข.11 กข.23 กข.25 และพิษณุโลก 60-2 โดยใช้ปุ๋ยในอัตราที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำ ครั้งที่ 1 ใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 จำนวน 20 กก./ไร่ ครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 จำนวน 10 กก./ไร่ ผลการทดลองปรากฏว่าดินไชยามีการตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยดี ผลผลิตข้าวมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การประเมินกำลังผลิตข้าวขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติได้ 352 กก./ไร่ เมื่อมีการใส่ปุ๋ยเคมีให้ผลผลิต 479 กก./ไร่ พันธุ์ข้าวที่ปลูกในชุดดินไชยามีความแตกต่าง พันธุ์ กข.7 ให้ผลผลิตสูงสุด 789 กก./ไร่ กข.23 ให้ผลผลิต 738 กก./ไร่ ไม่มีความแตกต่างกัน แต่จะแตกต่างกับพันธุ์อื่น ๆ ถ้าพันธุ์ กข.7 และ กข.23 เหมาะสมกับการปลูกในชุดดินไชยา การจัดชั้นความเหมาะสมของชุดดินไชยาสำหรับการปลูกข้าวจัดอยู่ในชั้น PIIs.

0 Comments:

Post a Comment

<< Home