forgetmenot11

Friday, January 20, 2006

บทคัดย่อ 3

1.ทะเบียนวิจัยเลขที่
35 38 02 11 612 10 03 03 11
ชื่อโครงการ
อิทธิผลของมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำต่าง ๆ ต่อปริมาณน้ำไหลบ่าการสูญเสียดิน ความชื้นของดินและผลผลิตมันสำปะหลัง ในดินชุดโคราช

Effect of some soil and water conservation measures on water run off, soil loss, soil moisture content, and yield of cassava on Korat soil series
กลุ่มชุดดินที่
35 ชุดดินโคราช (Korat series)
ผู้ดำเนินการ
นางจินตนา ไทยกล้า Mrs. Jintana Thaikla
บทคัดย่อ
วัตถุประสงค์ของการทดลองมี 5 ประการ คือ 1. เพื่อกำหนดมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสมต่อการปลูกมันสำปะหลัง ดินชุดโคราช จ.อุบลราชธานี 2. วิเคราะห์เปรียบเทียบการสูญเสียดินในแต่ละมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ 3. วิเคราะห์เปรียบเทียบผลผลิตของมันสำปะหลังในแต่ละมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ 4. วิเคราะห์เปรียบเทียบปริมาณน้ำไหลบ่าในแต่ละมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ 5. วิเคราะห์เปรียบเทียบความชื้นของดินในแต่ละมาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำ ดำเนินการทดลองที่สถานีพัฒนาที่ดิน จังหวัดอุบลราชธานีดินชุดโคราช พื้นที่ลาดเขา 4% ระหว่างปี 2535 - 2538 รวม 3.6 ปี ผลการทดลองสรุปพอเป็นสังเขปดังนี้
1. มาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำที่เหมาะสมที่สุดในการปลูกมันสำปะหลังดินชุดดินโคราชความลาดเทของพื้นที่ 4 % พื้นที่อำเภอวารินชำราบ จ.อุบลราชธานี ได้แก่ การไถ-พรวนดินและปลูกตามแนวระดับเสริมด้วยแถบแฝก ตามแนวระดับ เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการป้องกันการสูญเสียดินกล่าวคือ สูญเสียดินเพียง 1.16 ตัน/ไร่/ปี ซึ่งต่ำกว่าพิกัดที่ตั้งไว้ให้สูญเสียดินได้ไม่เกิน 1.7 ตัน/ไร่/ปี และทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังสูงสุดเท่ากับ 1,251.7 กก./ไร่ อันดับที่สองได้แก่ การไถพรวนดินและปลูกตามแนวระดับเสริมด้วยคันดินกั้นน้ำแบบลดระดับ เนื่องจากมีประสิทธิภาพในการป้องกันการสูญเสียดินให้ต่ำกว่าพิกัดคือสูญเสียดินเพียง 0.94 ตัน/ไร่/ปี และทำให้ผลผลิตมันสำปะหลังเป็นอันดับที่สองคือ 1,059 กก./ไร่
2. ปริมาณน้ำไหลบ่าเกิดขึ้นสูงสุดในแปลงไถ-พรวนดินและปลูกขึ้น-ลงตามความลาดเทของพื้นที่น้ำไหลบ่าเฉลี่ย 3 ปี ที่ทำการทดลอง ( 2535 2536 และ 2537 ) สูงถึง 1,332.6 ม3/ไร่/ปี ต่ำสุดในแปลงไถ-พรวนดินและปลูกตามแนวระดับเสริมด้วยคันดินกั้นน้ำตามแนวระดับมีปริมาณน้ำไหลบ่า 348.2 ม3/ไร่/ปี ต่ำกว่าแปลงไถขึ้น-ลง ตามความลาดเทของพื้นที่ 75.2 %
ส่วนการไถ-พรวนดินและปลูกตามแนวระดับเสริมด้วยแถบหญ้าแฝกตามแนวระดับที่ให้เป็นมาตรการเหมาะสมที่สุดตามข้อที่ 1 มีปริมาณน้ำไหลบ่า 566.2 ม3/ไร่/ปี ต่ำกว่าแปลงไถขึ้น-ลง 58 % และการไถ-พรวนดินและปลูกตามแนวระดับเสริมด้วยคันดินกั้นน้ำแบบลดระดับ มีปริมาณน้ำไหลบ่า 550.6 ม3/ไร่/ปี ต่ำกว่าแปลงไถขึ้น-ลงตามความลาดเทของพื้นที่ 59.4 %
3. ความชื้นที่เป็นประโยชน์ของดิน เฉลี่ยตลอดฤดูเพาะปลูกสูงสุดในแปลง ไถ-พรวนดิน และปลูกตามแนวระดับเสริมด้วยคันดินกั้นน้ำตามแนวระดับ 15.71 % by wt หรือเท่ากับ 86.6 % AWC ต่ำสุดในแปลงไถขึ้นลงตามความลาดเท 12.4 % by wt หรือ เท่ากับ 52.1 % AWC ในแปลงไถ-พรวนดินและปลูกตามแนวระดับเสริมด้วยแถบแฝก 13.88 % by wt หรือเท่ากับ 67.5 % AWC ถ้าเสริมด้วยคันดินกั้นน้ำแบบลดระดับ 14.5 % by wt หรือเท่ากับ 74 % AWC นอกจากนี้ยังพบว่ามาตรการอนุรักษ์ดินและน้ำต่างกันมีอิทธิพลทำให้ความชื้นที่เป็นประโยชน์ของดินเฉลี่ยตลอดฤดูเพาะปลูกต่างกันและความชื้นที่เป็นประโยชน์ของดินดังกล่าวมีความสัมพันธ์ในเชิงลบกับผลผลิตมันสำปะหลังโดยมีความแกร่งความสัมพันธ์ปานกลาง



2.ทะเบียนวิจัยเลขที่
38 38 03 12 832 20 02 03 11
ชื่อโครงการ
การจัดการชุดดินตาคลี (กลุ่มชุดดินที่ 52) เพื่อปลูกข้าวโพดในจังหวัดกาญจนบุรี
Management of Takhli soil series (soil group No.52) for corn in Kanchanaburi province
กลุ่มชุดดินที่
52
ผู้ดำเนินการ
นายจิระพันธุ์ ปุระสุวรรณ์ Mr. Jirapan Purasuwan
บทคัดย่อ
การจัดการชุดดินตาคลี กลุ่มชุดดินที่ 52 เพื่อปลูกข้าวโพดในจังหวัดกาญจนบุรี ณ โครงการทุ่งก้างย่าง ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – กันยายน โดยวางแผนการทดลองแบบสังเกตการณ์ มีทั้งหมด 5 ตำรับการทดลอง คือ
ตำรับที่ 1 แปลงเปรียบเทียบของเกษตรกร
ตำรับที่ 2 ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่
ตำรับที่ 3 ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่ + 21-0-0 (20 กก./ไร่)
ตำรับที่ 4 ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่ + 26-0-0 (15 กก./ไร่)
ตำรับที่ 5 ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่ + 46-0-0 (20 กก./ไร่)
ผลการทดสอบ พบว่าการใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่ ร่วมกับ 46-0-0 (10 กก./ไร่) ให้ผลผลิตข้าวโพดเฉลี่ยสูงสุด 2,188.8 กก./ไร่ ซึ่งไม่แตกต่างกันกับการใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่ ร่วมกับ 26-0-0 (15 กก./ไร่) 1,971.2 กก./ไร่ ส่วนแปลงเปรียบเทียบของเกษตรกรให้ผลผลิตข้าวโพดต่ำสุด 1,241.6 กก./ไร่


3.ทะเบียนวิจัยเลขที่
35 39 04 12 210 10 24 04 00
ชื่อโครงการ
ศึกษาการปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดเพื่อการปลูกพืชไร่และพืชผักบางชนิด ภายใต้การควบคุมน้ำสมบูรณ์แบบ
กลุ่มชุดดินที่
10 ชุดดินรังสิตกรดจัด (Rsa)
ผู้ดำเนินการ
นายเจริญ เจริญจำรัสชีพ Mr. Charoen Charoenchamratcheep
นางนงคราญ มณีวรรณ Mrs. Nongkran Maneewan
นางสาวรสมาลิน ณ ระนอง Miss. Rosamarin Na Ranong
นางสาวบรรเจิดลักษณ์ จินตฤทธิ์ Miss. Bunjerdluk Jintalidth
บทคัดย่อ
การศึกษาการปรับปรุงดินเปรี้ยวจัดเพื่อปลูกพืชไร่ และพืชผักบางชนิด ภายใต้การควบคุมน้ำสมบูรณ์แบบ ในชุดดินรังสิตกรดจัด ในระบบการปลูกพืชแบบยกร่อง เพื่อทดแทนการทำนา ดำเนินการที่ นาเกษตรกร อ.องครักษ์ จ.นครนายก และที่สถานีพัฒนาที่ดินจังหวัดนครนายก โดยการใช้ปูนมาร์ลอัตรา 0 0.5 1.0 1.5 และ 2.0 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยสูตร 5-15-15 อัตรา 50 75 100 และ 125 กก./ไร่ ในการปลูกหน่อไม้ฝรั่ง และใส่ปูนมาร์ลอัตรา 0 1 และ 2 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 0 25 50 และ 75 กก./ไร่ ในการปลูกกระเจี๊ยบเขียว สำหรับการปลูกข้าวโพดหวาน ใส่ปูนมาร์ลอัตรา 0 0.5 1.0 1.5 และ 2.0 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยสูตร 20-10-10 อัตรา 20 40 และ 60 กก./ไร่ และการใช้ปุ๋ยหินฟอสเฟตอัตรา 0 100 200 300 และ 400 กก./ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมี สำหรับปลูกข้าวโพดหวานตามด้วยถั่วเขียว
ผลการศึกษาพบว่า การปลูกหน่อไม้ฝรั่งในพื้นที่ดินเปรี้ยวนั้นการใช้ปูนอัตรา 1.5 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีอัตรา 125 กก./ไร่ ให้ผลผลิตสูงสุด และผลผลิตเฉลี่ย 2 ปี ประมาณ 993 กก./ไร่ การใช้ปูนอัตราต่ำ 0.5 – 1.0 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยอัตรา 100 – 75 กก./ไร่ ให้ผลผลิตรองลงมา
สำหรับการปลูกกระเจี๊ยบเขียวนั้น พบว่า การใช้ปูนมาร์ลอัตรา 2 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมีอัตรา 75 กก./ไร่ ให้ผลผลิตกระเจี๊ยบเขียวสูงสุดทุกปี และผลผลิตเฉลี่ย 4 ฤดูปลูกได้ 1,399 กก./ไร่ รองลงมาคือการใช้ปูน 2 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยอัตรา 50 กก./ไร่ ให้ผลผลิต 1,200 กก./ไร่
การปลูกข้าวโพดหวาน เป็นพืชเดี่ยว โดยใช้ปูนมาร์ลร่วมกับปุ๋ยเคมีนั้น พบว่าปูนมาร์ลมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตและการเพิ่มผลผลิตข้าวโพดหวานอย่างเด่นชัด การใช้ปูนมาร์ล อัตรา 1- 2 ตัน/ไร่
จากการศึกษาการปรับปรุงดินเปรี้ยวจัด เพื่อปลูกหน่อไม้ฝรั่ง กระเจี๊ยบเขียว ข้าวโพดหวาน และข้าวโพดหวานตามด้วยถั่วเขียว นั้น พบว่า มีปัจจัยอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่เป็นตัวจำกัดการเจริญเติบโต และการให้ผลผลิตของพืช แม้ว่าจะมีการปรับปรุงดินด้วยปูน และมีการเพิ่มธาตุอาหารพืชแล้วก็ตาม ข้อจำกัดต่าง ๆ จะแตกต่างกันไปตามชนิดของพืช เช่นหน่อไม้ฝรั่งต้องการดินร่วนซุย ง่ายต่อการ
แทงหน่อ การปลูกหน่อไม้ฝรั่งจึงจำเป็นต้องใส่ปุ๋ยหมักปริมาณมาก เพื่อปรับสภาพของดินให้เหมาะสมต่อการแทงหน่อ นอกจากนี้ต้องมีปริมาณน้ำที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของพืชทุกชนิด ตลอดฤดูการเพาะปลูก โดยเฉพาะกระเจี๊ยบเขียวในระยะติดฝัก ต้องมีน้ำเพียงพอ ดินมีความชุ่มชื้น เพื่อให้ฝักมีคุณภาพดี และมีปริมาณมาก และสำหรับข้าวโพดในช่วงออกดอก ต้องไม่ขาดน้ำเพราะถ้ามีน้ำและความชุ่มชื้นของดินไม่เพียงพอ ฝักจะไม่สมบูรณ์ สำหรับถั่วเขียวที่ปลูกตามหลังข้าวโพดนั้น พบว่าให้ผลผลิตต่ำกว่าการปลูกในดินอื่นๆ ทั้งนี้ เนื่องจากถั่วเขียวมีความทนต่อปริมาณความอิ่มตัวของอลูมินั่มต่ำเพียง 15% เท่านั้น ในขณะที่ดินชุดรังสิตกรดจัดมีปริมาณอลูมินั่มที่สกัดได้ประมาณ 6–9 me/ ดิน 100 กรัม หรือมีปริมาณความอิ่มตัวด้วยอลูมินั่มสูงถึง 45-65 % จึงจำกัดการเจริญเติบโต และการให้ผลผลิตของถั่วเขียว จึงไม่สมควรปลูกถั่วเขียวเป็นพืชตามในดินชุดรังสิตกรดจัด ควรพิจารณาเลือกพืชชนิดอื่น ๆ ที่มีความทนต่อปริมาณความอิ่มตัวด้วยอลูมินั่มมาปลูกแทน


4.ทะเบียนวิจัยเลขที่
38 39 03 12 821 14 02 01 11
ชื่อโครงการ
การจัดการชุดดินอุบล (กลุ่ม 24) เพื่อการปลูกข้าวใน จังหวัดมหาสารคาม ศรีสะเกษและยโสธร

Managament for Ubon soil series (soil group No.24) for paddy field in Mahasarakam, Si-Sa-ket and Yasothorn province.
กลุ่มชุดดินที่
24 ชุดดินอุบล
ผู้ดำเนินการ
นายชุมพล คนศิลป์ Mr. Shumpol Konsil

นายธรรมศักดิ์ สิงหพงษ์ Mr. Thumasak Singhapong

นายวิรัตน์ ตันภิบาล Mr. Virat Tanpibal

นายที บุญแนบ Mr. Tee Boonnab

นายประสาท โพอุทัย Mr. Prasat Pho-u-thai

นางทองอ่อน นะเรกุล Mrs. Tong-on Narrekul

นายยุทธสงค์ นามสาย Mr. Yuthasong Namsai
บทคัดย่อ
การทดลองปลูกข้าวขาวดอกมะลิ 105 ในชุดดินอุบล (กลุ่มชุดดินที่ 24) โดยใช้การจัดการดิน3วิธี คือ ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 25 กก./ไร่ ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 12.5 กก./ไร่ ร่วมกับการใช้โสนอัฟริกันเป็นปุ๋ยพืชสด และใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 12.5 กก./ไร่ ร่วมกับการใช้ปอเทืองปลูกผสมกับถั่วพร้าเป็นพืชปุ๋ยสด ได้ดำเนินการในพื้นที่เกษตรกรใน 3 จังหวัด คือ จังหวัดมหาสารคาม ศรีสะเกษ และยโสธร ระหว่าง ปี 2538 ถึง 2539
ผลการทดลองในปีแรก (2538) ปลูก ณ บ้านหนองงู อำเภอนาเชือก จังหวัดมหาสารคามพบว่า การเจริญเติบโตของโสนอัฟริกัน ปอเทืองและถั่วพร้าไม่ดี ได้ปริมาณน้ำหนักพืชสดก่อนไถกลบเป็นพืชปุ๋ยสดเพียงเล็กน้อย การเจริญเติบโตด้านความสูงและจำนวนการแตกกอของข้าวมีผลแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย การใช้โสนอัฟริกันเป็นปุ๋ยพืชสดร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 12.5 กก./ไร่ มีแนวโน้มช่วยทำให้ข้าวมีการเจริญเติบโตด้านความสูงมากที่สุด 133.5 ซม. และมีอัตราการแตกกอมากที่สุด 9.50 ต้น/กอ แต่ผลผลิตข้าวที่ได้รับพบว่า การใช้ปุ๋ยเคมีเพียงอย่างเดียว สูตร 16-16-8 อัตรา 25 กก./ไร่ ให้ผลผลิตสูงสุดประมาณ 467 กก./ไร่ รองลงมาได้แก่ 446 กก./ไร่ จากการใช้ปอเทืองปลูกผสมกับถั่วพร้าเป็นปุ๋ยพืชสดร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตรเดียวกันอัตรา 12.5 กก./ไร่ และ 438 กก./ไร่ จากการใช้โสนอัฟริกันเป็นปุ๋ยพืชสดร่วมกับปุ๋ยเคมีอัตรา 12.5 กก./ไร่ สำหรับผลการทดลองในปีเดียวกันที่ดำเนินการ ณ บ้านหนองดุม อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ พบว่า การเจริญเติบโตของโสนอัฟริกันกับปอเทืองและถั่วพร้าอยู่ในเกณฑ์ดี ให้ปริมาณน้ำหนักพืชสดก่อนทำการไถกลบค่อนข้างสูง โดยโสนอัฟริกันให้น้ำหนักสด 1942 กก./ไร่ ปอเทืองปลูกผสมกับถั่วพร้าให้น้ำหนักสดร่วมกัน 2,136 กก./ไร่ ส่งผลให้การเจริญเติบโตด้านความสูง จำนวนการแตกกอ และผลผลิตของข้าว มีผลแตกต่างกันทางสถิติเห็นได้ชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้ปุ๋ยเคมีกับข้าวแต่เพียงอย่างเดียว กล่าวคือ การใช้โสนอัฟริกันเป็นปุ๋ยพืชสดร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 12.5 กก./ไร่ มีผลให้ข้าวเจริญเติบโตสูงถึง 135.1 ซม. ให้จำนวนการแตกกอ 12.8 ต้น/กอ และให้ผลผลิตข้าวประมาณ 511 กก./ไร่ การใช้ปอเทืองปลูกผสมกับถั่วพร้าเป็นปุ๋ยพืชสดร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตรเดียวกันอัตรา 12.5 กก./ไร่ ให้ความสูงของข้าว 135.8 ซม. ให้จำนวนการแตกกอ 12.1 ต้น/กอ และให้ผลผลิตข้าวประมาณ 502 กก./ไร่ ในขณะที่การใช้ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวสูตรเดียวกันในอัตรา 25 กก./ไร่ ให้ความสูงของข้าว 132.5 ซม. ให้จำนวนการแตกกอ 8.4 กก./ไร่ ให้ความสูงของข้าว 132.5 ซม. ให้จำนวนการแตกกอ 8.4 ต้อ/กอ และให้ผลผลิตข้าวเพียง 347 กก./ไร่ และเป็นไปในทิศทางเดียวกันกับที่ดำเนินการ ณ บ้านดงแคนใหญ่ อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร กล่าวคือ น้ำหนักพืชปุ๋ยสดก่อนทำการไถกลบลงดิน ได้จากโสนอัฟริกัน 1,839 กก./ไร่ และจากปอเทืองกับถั่วพร้ารวมกัน 1,781 กก./ไร่ เป็นผลทำให้การเจริญเติบโตข้าวต้นความสูง จำนวนการแตกกอและผลผลิตของข้าวอยู่ในเกณฑ์ดี โดยมีผลมาจากการใช้โสนอัฟริกันเป็นพืชปุ๋ยสดร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตร 16-16-8 อัตรา 12.5 กก./ไร่ ให้ความสูงของข้าว 134.5 ซม. ให้จำนวนการแตกกอ 9.5 ต้น/กอ และให้ผลผลิตข้าว ประมาณ 461 กก./ไร่ จากการใช้ปอเทืองกับถั่วพร้ารวมกันเป็นปุ๋ยพืชสดร่วมกับปุ๋ยเคมีสูตรเดียวกัน อัตรา 12.5 กก./ไร่ ให้ความสูงของต้นข้าว 134.3 ซม. ให้จำนวนการแตกกอ 9.3 ต้น/กอ และให้ผลผลิตข้าวประมาณ 445 กก./ไร่ ในขณะที่การใช้ปุ๋ยเคมีแต่เพียงอย่างเดียวอัตราสูง 25 กก./ไร่ ให้ความสูงของต้นข้าว 132.1 ซม. ให้จำนวนการแตกกอ 7.7 ต้น/กอ และให้ผลผลิตข้าวต่ำเพียงประมาณ 278 กก./ไร่ ส่วนในปีที่ 2 การดำเนินงานทดลองทั้งสองแห่ง (บ้านหนองดุม จังหวัดศรีสะเกษ และบ้านดงแคนใหญ่ จังหวัดยโสธร) ประสพกับสภาวะฝนแปรปรวนในฤดูกาลเพาะปลูก ทำให้การเจริญเติบโตของพืชปุ๋ยสดไม่ดีให้ปริมาณน้ำหนักสดก่อนทำการไถกลบลงดินน้อยกว่าปีแรก ตลอดจนถึงการเจริญเติบโตและผลผลิตข้าวก็ต่ำกว่าปีแรก
ทางด้านการจัดการดินโดยใช้พืชปุ๋ยสด ได้แก่ โสนอัฟริกัน ปอเทือง และถั่วพร้าร่วมกับปุ๋ยเคมีในอัตราต่ำ (12.5 กก./ไร่ ของปุ๋ยสูตร 16-16-8) เป็นเวลานาน 2 ปี พบว่า คุณสมบัติทางเคมีของดิน อาทิ OM , P และ K เปลี่ยนแปลงและมีแนวโน้มดีขึ้น เมื่อเทียบกับการใช้ปุ๋ยเคมีแต่เพียงอย่างเดียวในอัตราสูง ( 25 กก./ไร่ ) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวมีแนวโน้มลดลง


5.ทะเบียนวิจัยเลขที่
38 39 03 12 821 14 02 01 11
ชื่อโครงการ
การจัดการดินกลุ่มชุดดินที่ 20 เพื่อการปลูกข้าวในจังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม และสุรินทร์

Management of soil group No. 20 for paddy rice in Khon Kaen, Mahasarakam and Surin province
กลุ่มชุดดินที่
20 กลุ่มชุดดิน ทุ่งกุลาร้องไห้
ผู้ดำเนินการ
นายชุมพล คนศิลป์ Mr. Chumpol Konsil

นางสาวสุดา สวัสดิ์ธนาคูณ Miss. Suda Sawastanakoon

นายสมศักดิ์ ชัยนา Mr. Somsak Chaiyana

นางปราณี สีหบัณฑ์ Mrs. Pranee Sihabun
บทคัดย่อ
การปลูกข้าวพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ในกลุ่มชุดดินที่ 20 โดยมีการจัดการดิน 6 วิธีการ คือไม่ใส่ปุ๋ยตามแบบที่เกษตรกรเคยปฏิบัติกันมา (T1) ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-8 อัตรา 30 กก./ไร่ (T2) ใส่ปุ๋ยคอก อัตรา 2 ตัน/ไร่ (T3) ใส่แกลบอัตรา 2 ตัน/ไร่ (T4) ใส่แกลบและปุ๋ยคอกร่วมกันอัตราอย่างละ 1 ตัน/ไร่ (T5) และใส่ปุ๋ยพืชสดจากโสนอัฟริกันร่วมกับถั่วพร้าในอัตราเมล็ด 5 และ 8 กก./ไร่ (T6) ดำเนินการ ณ พื้นที่เกษตรกรอำเภอพระยืน จังหวัดขอนแก่น ปี 2538-2540 อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม และอำเภอท่าตูม จังหวัดสุรินทร์ ปี 2538-2539
ผลการทดลองพบว่า ในชุดดินร้อยเอ็ดที่มีคราบเกลือ ณ จังหวัดขอนแก่น การใช้โสนอัฟริกันร่วมกับถั่วพร้าเป็นปุ๋ยพืชสด ได้ผลผลิตข้าวสูงสุดในปีที่ 1 เฉลี่ยหนัก 482 กก./ไร่ และปีที่ 2 เฉลี่ยหนัก 529.5 กก./ไร่ รองลงมาคือ การใช้ปุ๋ยคอกอัตรา 2 ตัน/ไร่ ได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ยหนัก 456.8 กก./ไร่ ในปีที่ 1 และ 468.2 กก./ไร่ ในปีที่ 2 ตามลำดับ ในขณะที่ผลผลิตข้าวที่ปลูกตามแบบเกษตรกรเคยปฏิบัติกันมา ได้รับเพียง 241.2 กก. และ 236.5 กก./ไร่ ในปีที่ 1 และ 2 ตามลำดับ ผลผลิตข้าวที่ได้จากชุดดินกุลาร้องไห้ ณ จังหวัดมหาสารคาม ปรากฏว่าการใช้ปุ๋ยคอกอัตรา 2 ตัน/ไร่ ได้ผลผลิตข้าวสูงสุด เฉลี่ยหนัก 614 กก./ไร่ รองลงมาคือ การใช้โสนอัฟริกันร่วมกับถั่วพร้าเป็นปุ๋ยพืชสด ได้ผลผลิตข้าวเฉลี่ยหนัก 597 กก./ไร่ เปรียบเทียบผลผลิตข้าวที่ได้จากการปลูกตามแบบเกษตรกรปฏิบัติกันเพียง 327กก./ไร่ ในขณะที่ดินชุดกุลาร้องไห้ ณ จังหวัดสุรินทร์ การใส่ปุ๋ยคอกให้ผลผลิตข้าวสูงสุด 399 กก./ไร่ รองลงมา คือ การใช้ปุ๋ยพืชสด และ การใช้ปุ๋ยคอกผสมร่วมกับแกลบที่ได้ผลผลิตข้าว 382 กก. และ 353 กก./ไร่ ตามลำดับ การปลูกข้าวตามแบบเกษตรกรที่เคยปฏิบัติกันมาได้ผลผลิต 342 กก./ไร่ ซึ่งไม่มีความแตกต่างกันในทางสถิติ


6.ทะเบียนวิจัยเลขที่
35 37 02 11 839 18 02 02 11
ชื่อโครงการ
การศึกษาวัสดุคลุมดินบางชนิดร่วมกับปุ๋ยหมักในการปลูกหม่อนบนขั้นบันไดดิน
Study on some mulch compost – fertilizer for mulberry grown on bench terrace
กลุ่มชุดดินที่
29 ชุดดินบ้านจ้อง (Ban chong)
ผู้ดำเนินการ
นายชูกิจ เอี่ยมสอาด Mr. Chugit Eam –Sa -ard
นายพินิจ หุตะวัฒนะ Mr. Pinit Hutawattana
นายสมคิด ศรีวิชัย Mr. Somkid Srivichai
บทคัดย่อ
การศึกษานี้เริ่มในปี พ.ศ. 2535 – 2537 ในเขตพื้นที่ ต.เขาค้อ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งได้มีการสร้างระบบอนุรักษ์ดินและน้ำแบบขั้นบันไดดินไว้แล้ว โดยสถานีพัฒนาที่ดินเพชรบูรณ์ สำนักงานพัฒนาที่ดินเขต 8 กรมพัฒนาที่ดิน สภาพพื้นที่เป็นที่ลาดชัน อาศัยน้ำฝน สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 800 เมตร มีความลาดชัน 12% ดินจัดอยู่ในกลุ่มชุดดินที่ 29 ชุดดินบ้านจ้อง ใช้แผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design มี 4 ซ้ำ ประกอบด้วย 5 วิธีการ คือ 1. check 2. ใส่ปุ๋ยหมัก 1 ตัน/ไร่ 3. ใส่ปุ๋ยหมัก 1 ตัน/ไร่ + คลุมดินด้วยซังข้าวโพดแห้ง 0.5 ตัน/ไร่ 4. ใส่ปุ๋ยหมัก 1 ตัน/ไร่ + คลุมดินด้วยหญ้าคาแห้ง 0.5 ตัน/ไร่ 5. ใส่ปุ๋ยหมัก 1 ตัน/ไร่ + คลุมดินด้วยต้นถั่วลันเตาแห้ง 0.5 ตัน/ไร่
จากการทดลอง ปรากฎว่าผลผลิตใบหม่อนของแต่ละวิธีการมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในระหว่างทดลอง 3 ปี โดยวิธีการที่ไม่ใส่ปุ๋ยหมัก ได้ผลผลิตต่ำสุดทั้ง 3 ปี 607 , 580 และ 621 กก./ไร่ และแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับวิธีการอื่น เมื่อนำกลุ่มที่มีการใส่ปุ๋ยหมักร่วมกับวัสดุคลุมดินปรากฎว่า วิธีการที่ 3 วิธีการที่ 4 และวิธีการที่ 5 ไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติทั้ง 3 ปีการทดลอง โดยให้ผลผลิตใบหม่อนของวิธีการที่ 3 คือ 937 1,162 และ 1,304 กก./ไร่ ของวิธีการที่ 4 คือ 1,139 1,155 และ 1,242 กก./ไร่ ของวิธีการที่ 5 คือ 1,009 1,178 และ 1,192 กก./ไร่ ตามลำดับปีส่วนวิธีการที่ 2 ได้ผลผลิตคือ 642 759 และ 1,048 กก./ไร่ ตามลำดับ
ดังนั้นที่ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ แนะนำการปลูกหม่อนเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงใช้ปุ๋ยหมักอัตรา 1 ตัน/ไร่ ร่วมกับวัสดุคลุมดินชนิดต่าง ๆ ที่หาได้ง่ายในท้องที่ อัตรา 0.5 ตัน/ไร่ เป็นอย่างน้อยและใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 รองก้นหลุม อัตรา 50 กก./ไร่

7.ทะเบียนวิจัยเลขที่
39 40 04 12 522 19 02 03 11
ชื่อโครงการ
วิจัยทดสอบการใช้ธาตุอาหารพืชแบบผสมผสานในการจัดการดินที่มีหินปูน กลุ่มชุดดินที่ 52
Study on Integrated plant nutrition system in some calcareous soil
กลุ่มชุดดินที่
52 ชุดดิน ตาคลี (Takhli)
ผู้ดำเนินการ
นายไชยวัฒน์ ศุภเศวตสรรค์ Mr.Chaiwat Supsvetson
นายทวี รัตนรัตน์ Mr. Tawee Ratanarat
นายวัชระ สิงห์โตทอง Mr. Watchara Singtothong
บทคัดย่อ
การวิจัยทดสอบการใช้ธาตุอาหารพืชแบบผสมผสานในการจัดการดินที่มีหินปูนชุดดินตาคลีกลุ่มชุดดินที่ 52 ซึ่งเป็นดินเหนียว ปฏิกริยาเป็นด่างจากปูนแคลเซียมคาร์บอเนต ทำให้มีการตรึงธาตุอาหารพืชทำให้พืชขาดได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งธาตุฟอสฟอรัส การทดสอบนี้เป็นการศึกษาสัดส่วนที่เหมาะสมของปุ๋ยอินทรีย์ และแกลบอัตราต่าง ๆ ร่วมกับการใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่ ร่วมกับปุ๋ยยูเรียอัตรา 10 กก./ไร่ เพื่อปรับปรุงบำรุงดิน รักษาความอุดมสมบูรณ์ในการปลูกข้าวโพดพันธุ์ลูกผสม CP DK 888 วางแผนการทดลองแบบ RCBD มี 2 ซ้ำ 18 วิธีการ ประกอบด้วยแปลงเปรียบเทียบ , การใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 4 และ 6 ตัน/ไร่ , การใช้แกลบอัตรา 0.5 1.0 และ 1.5 ตัน/ไร่ ร่วมกับปุ๋ยเคมี ในลักษณะผสมผสานทั้งแบบใส่ชนิดเดียว สองชนิด และ สามชนิด ตามอัตราดำเนินการภายใต้สภาพพื้นที่ของเกษตรกร อ.ตากฟ้า จ.นครสวรรค์
จากการศึกษาพบว่าการใช้ธาตุอาหารพืช 3 ชนิดร่วมกัน คือ การใช้ปุ๋ยเคมี สูตร 16-20-0 อัตรา 30 กก./ไร่ ร่วมกับปุ๋ยยูเรีย 10 กก./ไร่ + แกลบ 1.5 ตัน/ไร่ + ปุ๋ยอินทรีย์ 4 ตัน/ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ยข้าวโพดพันธุ์ลูกผสม 2 ปีสูงสุด 1,111.98 กก./ไร่ , ซึ่งใกล้เคียงกับการใช้ธาตุอาหาร 3 ชนิดอัตราอื่น ซึ่งให้ผลผลิตตรองลงมา การใช้แกลบหรือปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีให้ผลผลิตปานกลาง ส่วนการใช้ธาตุอาหารชนิดเดียวให้ผลผลิตน้อยกว่า ส่วนแปลงเปรียบเทียบให้ผลผลิตต่ำสุด 615.98 กก./ไร่ การใช้แกลบและปุ๋ยอินทรีย์ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพทำให้ดินร่วนซุยมีช่องว่างสำหรับน้ำและอากาศตลอดจนจุลธาตุปลีกย่อยที่จะสลายตัวจากจุลินทรีย์ดิน ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติทางเคมีและการใช้ธาตุอาหารพืชโดยเฉพาะธาตุฟอสฟอรัสจากปุ๋ยเคมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การใช้สารอินทรีย์หรือปุ๋ยอินทรีย์ร่วมกับปุ๋ยเคมีจึงเป็นทางเลือกแก่เกษตรกรในการจัดการดิน สามารถนำปัจจัยการผลิตมาใช้ให้เกิดประโยชน์และใช้ทรัพยากรดินได้อย่างยั่งยืน

8.ทะเบียนวิจัยเลขที่
39 41 12 18 822 19 02 02 11
ชื่อโครงการ
การจัดการชุดดินกำแพงเพชร (กลุ่มชุดดินที่ 33) เพื่อปลูกข้าวโพดหวานในจังหวัดกำแพงเพชร

Management of Kamphaeng Phet soil series (soil group No.33) for sweet corn in Kamphaeng Phet province
กลุ่มชุดดินที่
33 ชุดดิน กำแพงเพชร (Kamphaeng Phet soil series).
ผู้ดำเนินการ
นายไชยวัฒน์ ศุภเศวตสรรค์ Mr. Chaiwat Supsvetson

นายทวี รัตนรัตน์ Mr. Tawee Ratanarat

นายวัชระ สิงห์โตทอง Mr. Watchara Singtotong
บทคัดย่อ
การจัดการชุดดินกำแพงเพชร กลุ่มชุดดินที่ 33 เพื่อปลูกข้าวโพดหวานในจังหวัดกำแพงเพชร ดำเนินการวิจัยทดสอบแบบ Observation trial ในพื้นที่เกษตรกร บ้านแสนตอ ต. แสนตอ อ. ขาณุวรลักษบุรี จ. กำแพงเพชร ในปี 2539 – 2541 กลุ่มชุดดินนี้มีแพร่กระจายใน จ. กำแพงเพชร 153,397 ไร่ เนื้อดินเป็นดินร่วนปนทรายแป้ง สีน้ำตาลหรือน้ำตาลปนแดง พบบริเวณสันดินริมแม่น้ำ ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ ควรปรับปรุงคุณสมบัติทางกายภาพโดยการเพิ่มอินทรียวัตถุและปุ๋ยเคมี ทำการวิจัยทดสอบโดยมี 5 ตำรับทดลอง (วิธีการ) คือ1) ปลูกข้าวโพดโดยใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่ 2) ปลูกปอเทืองไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสดแล้วปลูกข้าวโพดโดยใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กก./ไร่ 3) ปลูกข้าวโพดโดยใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กก./ไร่ และปลูกถั่วเขียวเป็นพืชแซม 4) ปลูกข้าวโพดโดยใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กก./ไร่ ปลูกถั่วเขียวเป็นพืชเหลื่อมฤดูหลังปลูกข้าวโพดหวาน 75 วัน
ผลการวิจัยทดสอบ ผลผลิตของข้าวโพดหวานชั่งเฉพาะฝักไม่รวมเปลือกเฉลี่ย 3 ปี พบว่า การปลูกข้าวโพดหวานโดยใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 50 กก./ไร่ ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงสุด 1,033.07 กก./ไร่ รองลงมาคือการใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กก./ไร่ โดยปลูกปอเทืองเป็นปุ๋ยพืชสดก่อนปลูกข้าวโพด และการปลูกถั่วเขียวเป็นพืชแซมในข้าวโพดโดยใช้ปุ๋ยเคมี 15-15-15 อัตรา 25 กก./ไร่ เช่นกัน ให้ผลผลิตเฉลี่ย 945.73 และ 942.47 กก./ไร่ ตามลำดับ ทั้ง 3 ตำรับไม่มีความแตกต่างทางสถิติ ส่วนการปลูกข้าวโพดหวานโดยใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 อัตรา 25 กก./ไร่ และปลูกถั่วเขียวเป็นพืชเหลื่อมฤดูให้ผลผลิตเฉลี่ยต่ำสุด 799.40 กก./ไร่ มีความแตกต่างทางสถิติกับตำรับที่ 1 และ 2 ส่วนการปลูกถั่วเขียวเป็นการปลูกเพื่อการปรับปรุงบำรุงดินให้ผลผลิตน้อยมาก การปลูกข้าวโพดหวานโดยใช้ปุ๋ยเคมีให้ผลผลิตและรายได้ดี การใช้ปุ๋ยพืชสดและการปลูกพืชแซมบำรุงดินช่วยให้ดินมีคุณสมบัติดีขึ้น สามารถช่วยประหยัดปุ๋ยเคมีได้ในระดับหนึ่งเป็นทางเลือกในการจัดการดินตามความเหมาะสมของพื้นที่ เพื่อเป็นข้อมูลในการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อปลูกพืชเศรษฐกิจให้แก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและเกษตรกรต่อไป


9.ทะเบียนวิจัยเลขที่
39 42 04 18 702 11 02 02 11
ชื่อโครงการ
ศึกษาการใช้พืชตระกูลถั่วเป็นปุ๋ยพืชสดในการปรับปรุงดินชุดชัยบาดาลเพื่อปลูกข้าวฟ่าง
Study on some legumes green manuring on Chaibadan series for sorghum
กลุ่มชุดดินที่
28 ชุดดินชัยบาดาล
ผู้ดำเนินการ
นายณัฐพล สุขกันตะ Mr.Nutapol Sukkunta


บทคัดย่อ
การศึกษาการใช้พืชตระกูลถั่วเป็นปุ๋ยพืชสดในการปรับปรุงดินชุดชัยบาดาลเพื่อปลูกข้าวฟ่าง ได้ดำเนินการที่หมู่ 4 ตำบลมะนาวหวาน อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี ระหว่างปี 2539 – 2541 เป็นระยะเวลา 3 ปีวางแผนการทดลองแบบ Randomized Complete Block Design มี 4 ซ้ำ 8 วิธีการ 1. ข้าวฟ่างอย่างเดียว ไม่ใส่ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยพืชสด (แปลงตรวจสอบ) 2. ข้าวฟ่างอย่างเดียวใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-20-20 อัตรา 50 กก./ไร่ 3. ไถกลบถั่วพุ่มดำแล้วปลูกข้าวฟ่างตามโดยใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-20-20 อัตรา 25 กก./ไร่ 4. ไถกลบถั่วเหลืองแล้วปลูกข้าวฟ่างตาม 5. ไถกลบถั่วพร้าแล้วปลูกข้าวฟ่างตาม 6. ไถกลบถั่วเขียวแล้วปลูกข้าวฟ่างตาม 7. ไถกลบถั่วเขียวผิวดำแล้วปลูกข้าวฟ่างตามและ 8. ไถกลบปอเทืองแล้วปลูกข้าวฟ่างตาม ตั้งแต่วิธีการที่ 3–8 ใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 20-20-20 อัตรา 25 กก./ไร่ การทดลองครั้งนี้ ใช้พันธุ์ข้าวฟ่างลูกผสมดำเนินงานตั้งแต่เดือนมีนาคม 2539 สิ้นสุดเดือนกันยายน 2542
ผลการทดลองเฉลี่ย 3 ปี พบว่าถั่วพร้าและถั่วพุ่มดำให้น้ำหนักต้นสดสูงสุด 1875–1939 กก./ไร่ ขณะที่ปอเทืองให้น้ำหนักแห้งสูงสุด 1,003 กก./ไร่ เมื่อไถกลบพืชตระกูลถั่วทั้งหมด 6 ชนิดไปแล้วพืชตระกูลถั่วทุกชนิดทำให้ผลผลิตข้าวฟ่างที่ปลูกตามให้ผลผลิตสูงกว่าวิธีการไม่มีพืชปุ๋ยสดร่วมแต่วิธีการที่ไถกลบปอเทืองจะให้ผลผลิตสูงสุด 490 กก./ไร่ เมื่อเทียบกับวิธีการไม่มีพืชปุ๋ยสดร่วมให้ผลผลิตเพียง 385 กก./ไร่ สำหรับการคิดค่าตอบแทนทางเศรษฐกิจนั้นพบว่าวิธีการไม่มีพืชปุ๋ยสดร่วมให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจสูงสุด 569 บาท/ไร่ ทั้งนี้อาจเนื่องจากวิธีการอื่น ๆ ต้องมีค่าใช้จ่ายด้านปุ๋ยเคมีที่มีราคาสูง ค่าเมล็ดพันธุ์พืชปุ๋ยสด และค่าไถกลบพืชตระกูลถั่วบวกกับราคาขายข้าวฟ่างไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ สำหรับการเพิ่มขึ้นของอินทรียวัตถุที่ได้จากพืชปุ๋ยสดไม่ได้นำมาคิดเป็นตัวเงิน แต่พบว่าปริมาณอินทรียวัตถุในปีสุดท้ายเฉลี่ยมีปริมาณเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (1. 59 %) จากเดิมก่อนดำเนินการ (158 %) ส่วนค่าความเป็นกรดเป็นด่างในดินมีแนวโน้มลดลง แต่ปริมาณฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมมีความแปรปรวนไม่มากนักในแต่ละวิธีการ

10.ทะเบียนวิจัยเลขที่
39 40 07 07 001 09 05 07 11
ชื่อโครงการ
การประเมินกำลังผลิตของชุดดินไชยา ต่อการปลูกข้าวไม่ไวต่อช่วงแสง
Productivity Investigation of chaiya soil series for non-photosensitivities rice valieties
กลุ่มชุดดินที่
-
ผู้ดำเนินการ
นายทะวาย คงสนุ่น Mr. Tawai Kangsanun

นายเชี่ยวชาญ ปานข่อยงาม Mr. Cheochan Pankoigyum

นายสุทิน ภิรมย์ภักดิ์ Mr. Sutin Pirompak
บทคัดย่อ
การประเมินกำลังผลิตของชุดดินไชยาต่อการปลูกข้าวไม่ไวต่อช่วงแสงในพื้นที่นาของเกษตรกร อำเภอไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี วางแผนการทดลองแบบ 2x6 Factorial in RCB ในฤดูฝน ใช้พันธุ์ข้าว 6 พันธุ์ ดังนี้ กข.7 กข. 9 กข.11 กข.23 กข.25 และพิษณุโลก 60-2 โดยใช้ปุ๋ยในอัตราที่กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำ ครั้งที่ 1 ใส่ปุ๋ยสูตร 16-20-0 จำนวน 20 กก./ไร่ ครั้งที่ 2 ใส่ปุ๋ยสูตร 46-0-0 จำนวน 10 กก./ไร่ ผลการทดลองปรากฏว่าดินไชยามีการตอบสนองต่อการใช้ปุ๋ยดี ผลผลิตข้าวมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การประเมินกำลังผลิตข้าวขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติได้ 352 กก./ไร่ เมื่อมีการใส่ปุ๋ยเคมีให้ผลผลิต 479 กก./ไร่ พันธุ์ข้าวที่ปลูกในชุดดินไชยามีความแตกต่าง พันธุ์ กข.7 ให้ผลผลิตสูงสุด 789 กก./ไร่ กข.23 ให้ผลผลิต 738 กก./ไร่ ไม่มีความแตกต่างกัน แต่จะแตกต่างกับพันธุ์อื่น ๆ ถ้าพันธุ์ กข.7 และ กข.23 เหมาะสมกับการปลูกในชุดดินไชยา การจัดชั้นความเหมาะสมของชุดดินไชยาสำหรับการปลูกข้าวจัดอยู่ในชั้น PIIs.

บทคัดย่อ 2

Photovoltaic - Diesel Generator Hybrid System at Energy Park
Nipon Ketjoy Department of Physics, Faculty of Science Naresuan University, Muang District, Phitsanulok, Thailand.65000
In the past, the design of Photovoltaic (PV) systems in Thailand is usually not optimized due to the lack of essential information, resulting in the system either over- or under-sized. Such a practice has an adverse effect on the overall efficiency and the investment cost of the system. The objectives of this research are (i) to optimize and install a new PV-diesel generator hybrid system at Energy Park in Naresuan University, Thailand and (ii) to study the long term performance of the system using the PVS simulation program. The PV-diesel generator hybrid system consists of PV modules, diesel generator, batteries, grid connected inverter and bi-directional inverter. Results from simulation show that the total energy consumption of system is 2,599 kWh/year. The average energy produced by PV and diesel generator are 8.5 kWh/day and 0.8 kWh/day respectively. The net energy usage from PV is 6.6 kWh/day and the average surplus energy is 0.3 kWh/day. The performance ratio of the system is 65.2% and this result is relatively better than the performance of currently available PV hybrid systems. The accuracy of the simulated results depends on the quality of the input data and can affect the decision to select a suitable system for installation in this region.
Keywords: Photovoltaic, Diesel generator, Grid connected inverter, Bi-directional inverter, Performance ratio
Optimization Tool Path 5-Axis Sculptured Surface Machining
K.Sonthipermpoon * E. Bohez ** S.S. Makhanov *** * Department of Industrial Engineering, Faculty of Engineering, Naresuan University,Thailand 65000 ** School of Advanced Technology, Asian Institute of Technology,Thailand 65000 *** Department of Industrial Engineering, Faculty of Engineering, Sirindhon International Institute of Technology,Thailand 65000
Innovations in the field of manufacturing system engineering have enhanced the employment of milling machines in various manufacturing processes. However in 5-axis milling the path between two successive cutter location or cutter contact point will be curved due to the simultaneous linear interpolation in rotary and linear machine axes. Instead of correcting this "tool path curvature" error in the post-processor, the cutter location tool path will be generated so that this curved tool path approximates the surface within the required tolerances. The results of this are smoother and more accurate surface quality and a considerable smaller number of cutter location points for the same surface. We present a new algorithm for the optimization of the tool-paths of five-axis machines is based on global approximation of the desired surface by a virtual surface comprising tool trajectories. In order to construct a suitable grid generator, let the global spatial error be defined as the difference between the required surface and the surface generated by non-linear trajectories. The elliptic grid techniques based on the optimization of the following properties, is modified: Smoothness of the grid, adaptively to regions of large milling errors and a particular constraint related to the prescribed tool diameter and scallop height. A numerical solution of the constrained minimization problem is developed employing the iterative algorithm which penalizes large scallop height and maximum difference between the real surface and tool paths surface. The capability of the algorithm to generate tool-paths for surfaces with complex, boundaries is increased by introduction of zigzag-adaptive patterns.
Keyword : Optimization, 5-axis sculptured surface, elliptic grid techniques, non-linear, post-processor
Development of the Microscale Experiment in Chemistry for the University Level
Yutthapong Udnan, Ratana Sananmuang, and Wipharat Chuachuad Faculty of Science, Naresuan University, Muang District, Phitsanulok, Thailand,65000
Microscale laboratory activities have several advantages including: (a) time saving, (b) low chemical waste, and also (c) low operation cost. This study was to develop the microscale activities for Principle Chemistry course. Six activities were developed by the researchers. The activities were used with twenty-four students who studied Principle Chemistry at Naresuan University. Assessment instruments included: (a) an achievement test of microscale laboratory, (b) observation checklist of manipulative skill, and (c) attitude survey with open-ended questionnaire. The results of this study showed that achievement scores were ranged from 49.50 to 91.66. The manipulative skill scores were high (mean score 2.60 + 0.24). Students attitudes toward microscale laboratory activities were designate as good (mean score 84.54 + 6.72). The students also indicated that microscale laboratory has several advantages: such as waste reduction, time saving, easy activities, easy understanding, less complicated doing, less tiresome, and also very cheap.
Keywords: Microscale laboratory, Chemistry course, and University level
The Study of Electro-Optic Kerr Effect in Liquid I : Fabrication of Direct High Voltage Pulse Generators for Electro-Optic Kerr Effect in Liquid Studies
Roongthum Suksan Department of Physics, Faculty of Sciences, Naresuan University, Muang, Phitsanulok, Thailand, 65000
Direct high voltage pulse generators is operated via the principle of trigger spark gap. The high voltage switching method is applied instead of the thyratrons and silicon controlled rectifiers (SCRs) which have high cost,rareness and voltage limitations. The problems are usually found in such equipment in series such that overvoltage occurs in some SCRs. The direct high voltage pulse generators used in this experiment is the simple device that employs only resistors and capacitors in series. The test shows that the overvoltage problem is excluded and the high voltage signal is of the direct pulse and has controllable amplitude using the changing of resistors or capacitors. Its amplitude, short rise time and long fall time are expected to be compatible with the study of electro-optic Kerr effect in liquid.
Keywords: direct high voltage pulse generators, electro-optic Kerr effect, trigger spark gap,rise time, fall time
Taxonomy of Trees and Shrubs at Khao Wang Khamen,Kanchanaburi Province
Chaichan manerattanarungrot Department of Biology, Faculty of Sciences, Naresuan University, Muang, Phitsanulok, Thailand, 65000
The forest in the west is an area that is still very rich in its natural resources, but it is slowly being destroyed. Several rare and important species of plants and vegetation are disappearing from the forest. The study of a plant taxonomy is an important step in the preservation and conservation of plant species. That is, endangered plant species are collected, preserved, and conserved for future study. The findings of the study can be applied for the study in other fields of sciences. The study, exploration and collection of trees, shrubs and scandents at Khao Wang Khamen, Kanchanaburi Province were made from May 1998 to April 2000. 121 species were collected and classified into 84 genera within 39 families. Among these Caesalpiniaceae has the highest number of species, i.e.11 species in 4 genera. The second and third highest number of species were observed in Lamiaceae (10 species) and Euphorbiaceae (9 species), respectively. Whilst 21 families have 2-7 species in each. However, the least number of species, i.e. one species was found in 15 families. So far 3 endemic species were found in this area. Moreover, according to the available taxonomic literatures, Morinda scabrida Craib tends to be an endemic species to Thailand and 2 of the 121 species are new locality for Kanchanaburi Province. Taxonomic description and keys to genera and species were prepared together with taxonomic literature, ecology, geographical distribution, flowering and fruiting period, uses, colour photographs of each species.The collected specimen were deposited at the Professor Kasin Suvatabandhu Herbarium, Department of Botany, Faculty of Science, Chulalongkorn University , Plant Genetics Conservation Project as the Royal Initiation of Her Royal Highness Princess Maha Chakri Sirindhorn Herbarium Kanchanaburi Province.
Keywords : taxonomy / trees / shrubs / khao wang khamen / kanchanaburi
Acetic Acid Production by Anaerobic Thermophillic Clostridium thermoaceticum ATCC39073
Supak Poungbangpho*, Chonnanit Choopayak*, Buran Phansawan*, Tom A. McCaskey** and Hidehiko Kumagai****Department of Biochemistry, Faculty of Medical Science, Naresuan University, Phitsanulok, Thailand, 65000 **Department of Animal and Dairy Sciences, College of Agriculture, Auburn University. USA. ***Lab. Applied Molecular Microbiology, Graduate School of Biostudies, Kyoto University, Japan
Acetic acid is by far the most important of all carboxylic acid. It is used as an important feedstock for many chemicals and also be used in large amounts in food industry. Clostridium thermoaceticum was chosen for bioconversion of sugar to acetic acid, because it theoretically can convert 100% of glucose to acetic acid. C. thermoaceticum ATCC39073 exhibited the best growth at temperature between 50 and 60 ฐC. Rapid growth within 3 days of culture in formulated thioglycollate broth media (FTB) yielding 2.8 and 2.6 moles of acetic acid per mole of sugar used respectively. The optimum pH for growth of bacterium was between 6 and 8.5. The addition of 80 mM phosphate in FTB increased growth and acetic acid production. C. thermoaceticum ATCC39073 was able to grow and tolerate acetic acid concentration up to 15.0 mg/ml, but better growth was observed at acetic acid concentrations less than 10 mg/ml
Keywords : Clostridium thermoaceticum, Acetic acid, Anaerobic thermophillic bacteria
Help Seeking Behavior and Medication Storage Patterns: A Survey of Three Provinces in Thailand
Pinyupa Plianbangchang Faculty of Pharmaceutical Sciences Naresuan University Phitsanulok, Thailand, 65000
Help seeking behavior and medication storage patterns have long been the topic of interest among researchers. The study of help-seeking behavior reveals essential elements of social behavior whereas medication storage patterns can disclose important information on costs, benefits, and possible harms that occur to the people. Much is still needed to learn about these two phenomena in Thailand. The aims of this study were (1) to understand help seeking behavior and (2) to explore the prevalence and classes of medications stored in the households in three provinces of this country. This study was a cross-sectional descriptive survey on a convenience sample of households locating outside the municipal areas of Phichit, Phitsanulok, and Petchabun provinces. Five pharmacists who were natives to the areas volunteered to be the interviewers. The data were collected using a semi-structured face-to-face interview instrument. A total of 117 households agreed to participate in this study. The results showed that, for minor illness, most households in this sample reported practicing self-treatment (47, 40.2%). Hospitals were most frequently pointed out for both moderate and severe illness (55, 47.0% and 117, 100.0%, respectively). With regard to drug storage, almost every household (113, 96.6%) stored at least one drug item in their home. The median medication items kept for this sample was three (min-max = 0-19 items). The most frequently found medication class was analgesics and antipyretics, all of which were acetaminophen (90, 79.6%). Drug stores were the most frequently mentioned place that the medications were obtained (34, 30.1%), and the most popular storage place was found to be in plastic bags (29, 25.7%). The majority of informants gave the reason "Just in case for the next episode of illness," to keep the drugs (76, 67.3%). The investigator found differences in help seeking behavior and drug storage pattern among households in different provinces. Further research is warranted in order to determine how to best educate the population on these subjects.
Key words :Help seeking, medication storage, Thailand
Construct Explication and Validity of the Tests
Chailikit Soipetkasem Department of Naresuan University, Phitsanulok, 65000, Thailand
Tests can be designed to cover many types of domains. Some tests are designed to measure knowledge or skill domains and some are designed to measure construct domains. Personality tests focus on construct domains. Construct domains cannot be measured directly but indirectly by construct explication. In construct explication, the test developer compiles a list of specific behaviors, beliefs, and attitudes that demonstrate the presence of the construct and specific behaviors, beliefs, and attitudes inconsistent with its presence. The lists are then used to determine the content of the test items. The following topics discuss the process of specifying test content for construct domains and construct validation technique of the tests. Keywords : Tests, Domains, Constructs, Construct Explication, Construct Validation
Energy Conservation: The Balance of Nature and Technology
Suthat Yiemwattana Faculty of Architecture, Naresuan University, Phitsanulok, Thailand, 65000
Because of the rapid growth of human population, the expansion of built-environment areas and the increase of excessive consumption, energy conservation strategy became significant discussion for today energy conservation and environmental development. There are two basic methods to reduce high-energy consumption in a building. The former is to retrofit a building with energy-saving devices and to reinstall energy-saving materials. The later is to encourage building-users to have energy-saving behaviors. The second approach is accepted as the more sustainable way in conserving energy because it can solve the problem at the grassroots level-the consumption behavior of individuals. This article is aimed to explore idea of how to encourage building users to realize, to understand and to behave in the low-energy consumption ways.
Students' Development to SME
Bunpot Suwannaprasert Department of Mathematics, Faculty of Science, Naresuan University Phisanulok, Thailand, 65000
It is very important to change the way of teaching to all educational levels for supporting the government policy at present. The SMEs are interested to current government to develop for people in Thailand. Therefore, the ideas to developed students in schools, colleges, and universities are addresses. The conclusions are the way of teaching should concentrate on students' creativity, the budget should reorganize, and the curriculum should concentrate on students' project and research. Keywords: SME, small medium enterprise, students' project and research

บทคัดย่อ

Semi-Distance Teaching in Mathematics 1to Nurse Students at Naresuan University
Bunpot Suwannaprasert*, Rurgdee Jintanasonti*, Kantima Kamrod*, Nongnut Oba** *Department of Mathematics, Faculty of Science, **Faculty of Nursing, Naresuan University, Muang, Phitsanulok, 65000 THAILAND
It's obvious that the number of the first year students of Naresuan University has been increasing. Semi-distance teaching model, therefore, was set to handle a huge class of all fundamental courses at the university since1998. The purpose of the present study was to compare means on achievement test of Mathematics 1 between the group of nurse students who receiving instruction in the broadcast classroom and the group of those who receiving instruction in the television classroom at Naresuan University. Results have indicated that among 6 achievement tests of midterm and final examinations, one mean achievement test in the midterm examination and one mean achievement test in the final examination were not significantly different while other means on the remaining achievement tests were significantly different at .05 level.
Keywords: mathematics, multimedia, distance-teaching

The Increasing of PV Module Powerby Fin Installation
Somchai Suvarawan Department of Physics, Faculty of Sciences, Naresuan University, Phitsanulok 65000, Thailand
The factors that affect the characteristic of solar cell are solar intensity and cell temperature. Getting higher of cell temperature would drop electric power of solar cell (the decreased voltage is more than increased current rate). So it's be found that solar cell with higher temperature will show the lower electric power. From the field-work performance, the cell temperature would be 80oC, which is quite high. This reveals the cause of the module's power and lifetime decreasing. The study is focused on increasing of PV module power by fin installation, using the monocrystalline solar cell of ARCO Solar company, model M75/S47 with area 33 x 120 cm2. At the back of cell was installed by T-aluminium fin which its thickness is 1 mm. and heat transfer area is 0.587 m2. The electrical qualification of PV module was tested in the short term to making the mathematical model and studying the thermal property of PV module with fin (1 module) and without fin (2 modules). The results of both modules were compared by putting the solar intensity and cell temperature in the mathematical model to getting the maximum power of PV module. Results of this research suggested that the temperature of PV module without fin is 1.17 time of PV module with fin. The maximum power of PV module with fin is 1.02 time of PV module without fin. Considering the average values, the temperature of PV module with fin is lower than PV module without fin about 8.2oC, the heat transfer of fin is about 12.65 W, and the maximum power of PV module with fin is more than PV module without fin about 0.48 W. The results showed the power of PV module with fin would getting higher, and such fin can be used for power increasing to installed PV module. Keywords : Solar cell / Mathematical model / Maximum power / fin

Impact of Extracted Substance from Neem Seed on Hatchingrate and Survival of Tilapia Fry
Arkarapon Wongkumhang, Sumalee Suttipradit,Virat Jewyeam, *Department of Natural Resources andEnvironmental Science, **Department of Agricultural Science, Faculty of Agriculture, Natural Resources and Environmental Science,Naresuan University, Phitsanulok, 65000, Thailand. ***Department of Fishery, Faculty of Agriculture, Khon Kaen University, Khon Kaen, 42000, Thailand
At the present, many agricultural govemmental sectors have recommended and urged farmers to use plant extracted substances to control pests in replacement of synthetic chemicals. As the formers substances are less hazardous to human beings and less impact on environment than the synthetic ones. However, information of the plant extracted substances particularly crude neem (Azadirachta incica) seed extracted substances on aqua-ecology and environment is rather limited. Therefore, it is essential to find out whether these natural pesticides would be phytotoxic to hatching rate and survival of Tilapia fry (Oreochromis niloticus) variety Jitladda No.3 ; this fish is reported to be tolerant to environmental constraints. The results obtained from the studies under controlled laboratory conditions showed large effects of the crude neem seed extracted substances on hatching rates, hatched fry and fry survivals. The hatching rates were 93.3, 55.0, 23.3 and 7.5% at 0, 2.5, 5.0 and 7.5 mg/L, respectively, at the tested period of 374 hours. The fries obtained from the hatching were then raised for a period of 14 days in the absence of the extracted substances. It was found that the survivals of the fries were markedly decreased with increasing extracted substance concentrations. No survival fry was observed at 7.5 mg/L. only 6.5 and 2.5 % of the survivals were found at 2.5 and 5.0 mg/L. Interestingly, the eggs hatched in the present of the extracted substances were abnormal fries i.e. banded backbone. LC50 levels of the substaces for the fries at the ege of 2 days and 4 weeks old were also investigated. The results showed a variation of tolerance between ages of the fries and duration tested. The LC50 for the 2 days-fry were 23.0, 20.0, 12.0 and 8.0 mg/L at 24, 48, 72 and 96 hours respectively, while the LC50 for the 4 weeks-fry with corresponding with the above times were 30.0, 26.0, 22.0 and 19.0 mg/L. The impacts of substance extracted from plants must be carefully studies before they are recommended to be used as they might have impact on other useful living organisms and environment.

Yield and Quality of Rice Seed Damaged by Rice Bug
Wilai Palawisut, Duangorn Ariyapruek and Pornsuree KanjanaTERC, Phitsanulok Rice Research Center, Wang Thong District, Phitsanulok, 65130, Thailand
Rice bugs damaged yields and quality of rice seed in seed production. The loss was up to timings of attack and numbers of rice bug. The research objective was to find out the yield and quality losses caused by the factors mentioned. The experiment was conducted at Phitsanulok Rice Research Center in 1997-1998. Experimental design was (2x5) + 1 factorial in RCB , the first factor were timing : 3 - 10 and 10 - 17 days after flowering (DAF) and the second factor were numbers of rice bug : 4, 8, 16, 32 and 64 rice bugs/m2 , compared with control (none rice bug). The results showed that the yield at 3 - 10 DAF decreased 22% , when at 10 - 17 DAF decreased 16%. The decreasing of yield losses (11--27%) depended on increasing of numbers of rice bug (4 - 64 rice bug/m2). While the seed that were attacked by 64 rice bugs/m2 in 3-10 DAF had decreasing in germination and vigor. Keywords: Rice Bug, Yield , Rice Seed Quality

Anti-cholinesterase Activity of Stephania
Kornkanok Ingkaninan, Thitaree Yuyaem, Woravit ThongnoiDepartment of Pharmaceutical Chemistry and Pharmacognosy, Faculty of Pharmaceutical Sciences, Naresuan University, Phitsanulok 65000, Thailand
Acetylcholinesterase (AChE) inhibitor has been used as a drug for the symptomatic treatment of Alzheimer's disease. In order to search for new AChE inhibitors, the methanol extract from Stephania venosa Spreng. was studied for its inhibitory effect on AChE. Two techniques were used for the determination of the inhibitory activity. By the microplate assay using Ellman's colorimetric method, the extract at the concentration of 0.1 mg/ml inhibited more than 90% of enzyme activity. The extract was further analyzed by means of thin layer chromatography combining with bioassay for AChE inhibitors. The results showed that there were more than one inhibitors in the extract which were not galanthamine and physostigmine, the known inhibitors. This extract is, therefore, a potential source of new AChE inhibitors. Keywords: acetylcholinesterase inhibitor, Alzheimer's disease, anti-cholinesterase, Stephania venosa, Menispermaceae

The Formulation of Buccaladhesive Antiinflammatory Gel Prepared from the Extract of Clinacanthus nutans Lindau
Soravoot Rujivipat, Nisit Pisutthanan*Department of Pharmaceutical Technology, **Department of Pharmaceutical Chemistry and Pharmacognosy, Faculty of Pharmaceutical Sciences, Naresuan University, Phitsanulok 65000, Thailand
The extraction of Phaya-Yor leaves (Clinacanthus nutans Lindau) in glycerin has been proposed for the treatment of ulcerative and anti-inflammatory buccal diseases by topical application. This dosage form gave high spreading property but gave the adhesive property for a short period of time. The purposes of this study were to formulate Phaya-Yor adhesive oral mucosal gel which having long retention time of attachment at the buccae and to evaluate adhesive property of the formulations by in vitro technique. The extraction of Phaya-Yor was performed by maceration with ethanol 50% v/v. The alcoholic extract was then formulated into gel containing 5% w/w of the extract. Mucoadhesive polymer was employed into gel as the carrier. Finally, the mucoadhesion of prepared gels were tested by using pig's intestine as a model. The results showed that the preparation with Carbopol 940 dispersed in sorbitol provided the best adhesiveness on the pig's intestine. The adhesive property of prepared gels were better than the glycerin solution and Carbopol 940 was appeared to be the best performing mucoadhesive gel in comparison to all other tested polymers. Key words: Clinacanthus nutans Lindau, Mucoadhesive gel, Carbopol 940

Formulation and Evaluation of Sustained Release Indomethacin Matrix Tablets Prepared with Acrylate Polymers
Anothai Tungsamranjit, Atawit Somsiri, Srisakul Sungthongjeen and Sakchai Wittaya-AreekulDepatment of Pharmaceutical Technology, Faculty of Pharmaceutical Sciences,Naresuan University Phitsanulok 65000, Thailand
The objective of this investigation was to study the effect of formulations on drug release. Formulations of acrylate matrix tablet were prepared by direct compression using indomethacin as a model drug. Two types of acrylate polymer, Eudragit RL and Eudragit RS, were compared with regards to their drug release. The effect of drug to polymer ratio on drug release from matrix tablet was also examined. The results from this study showed that the release of indomethacin from Eudragit RL matrix tablet was faster than that prepared from Eudragit RS. Increasing polymer concentration in the formulation resulted in decreasing drug release. For experiments using mixed polymer of Eudragit RL and Eudragit RS, it was also found that higher Eudragit RS content led to slower drug release. The use of hydrophobic glidant and lubricant, i.e. zinc stearate and talcum resulted in slower release of the drug than that without these excipients. In conclusion, a mixed polymer between two kinds of Eudragits with a ratio of drug : Eudragit RL : Eudragit RS of 2:1:1 can control the release of drug up to 24 hours with more than 95% of drug released from matrix tablet.Keywoard: acrylate polymers,matrix tablets,sustained release.

Modification of Indomethacin Crystalline Solids for Controlled-Release Systems
Sakchai Wittaya-areekul and Anothai Tangsumranjit Department of Pharmaceutical Technology, Faculty of Pharmaceutical Sciences,Naresuan University, Phitsanulok 65000, Thailand
This investigation focuses on development of a new concept to modify the release rate from inert matrix tablet of a fixed formulation by changing only the degree of crystallization of indomethacin. By slightly modification of indomethacin physical properties, its bioavailability can be improved. The semi-crystalline forms of indomethacin were prepared by spray drying technique. Various initial concentrations prior spray drying and various spray drying temperatures were tested in order to find the condition at which the semi-crystalline solid occurred. The release rates of indomethacin from inert matrix tablets were compared among semi-crystalline and crystalline solids. The results from this investigation indicate that the initial concentration of 5%, 10% and 20%w/w at the spray drying temperature of 150ฐC could not induce polymorphic transformation. While at a constant concentration of 10%w/w and increasing the spray drying temperature up to 180ฐC resulted in the formation of semi-crystalline solid. The release rates of indomethacin from acrylate polymer exhibit a higher release rate from semi-crystalline solid. It was concluded that semi-crystalline solids prepared from spray drying improved release rates. However, spray drying temperature of higher than 180ฐC could cause decomposition of indomethacin. Keywords: Indomethacin, Semi-crystalline solid, Controlled-release.

Development of topical solution formulations of capsaicin: the active ingredient in Capsicum frutescens L.
Soravoot Rujivipat, Sirintorn Pisutthanan, Oranun KerdpinDepartment of Pharmaceutical Technology, **Department of Pharmaceutical Chemistry and Pharmacognosy, ***Department of Pharmacy Practice, Faculty of Pharmaceutical Sciences, Naresuan University, Phitsanulok 65000, Thailand
Capsaicin, the active ingredient in Capsicum frutescens L., has been proposed for the treatment of some painful conditions such as osteoarthritis, painful diabetic neuropathy and psoriasis. The objective of the present study was to develop topical solution formulations of capsaicin. In this study, capsaicin in the concentration of 0.025% w/w was used. The topical solution formulations were evaluated for their physical properties such as turbidity, viscosity, pH and dispersibility on the skin for five weeks. The results showed that the solution with 0.2% w/w Carbopol 940 as thickening agent gave the suitable viscosity (2,000-2,500 cps.) and pH (6.5-8.0) for topical solution. Effects of additives such as menthol and camphor on the adverse drug reactions were also investigated. In 40 healthy volunteers, the adverse drug reactions of 0.025% capsaicin solution with 1% menthol were compared to placebo, 0.025% capsaicin solution with 1% menthol and 1% camphor and 0.025% capsaicin gel. An aliquot of 0.1 ml of each preparation was applied to 1 squared inch area to the dorsum of the hand, with at least 24 hours interval between application of each preparation. Assessments of burning sensation were performed by using visual analogue scale. Adverse drug reactions reported in this study included burning, erythema and itching. With all 3 preparations of topical capsaicin, all adverse drug reactions were least reported when 0.025% capsaicin solution with 1% menthol was given to the subjects. These results show that a capsaicin topical solution with 0.2% Carbopol 940 as thickening agent and 1% menthol as cooling agent is the most suitable preparation when compared with the other formulations in this study. Keywords: capsaicin topical solution, capsaicin topical gel, visual analogue scale

Pharmacoknietic Alterration of ltraconazole with Concomitant Antacid Administration
Orawan Thangkeattiyanon, Wasan Sran Srichai, Manupat Lohitnavy, Ornrat LohitnaryDepartment of Pharmacy Practice, Faculty of Pharmaceutical Sciences, Naresuan University, Phitsanulok 65000, Thailand
Objective: To investigate the effect of antacid suspension on the pharmacokinetic parameters of itraconazole. Methods: A randomized, two-way crossover, open study was conducted in twelve healthy Thai male volunteers. The first two days of the study, six healthy subjects received 30 ml of antacid suspension after each meal and before bedtime. On the third day, a single dose of 200 mg of itraconazole was administered 5 minutes after 30 ml of antacid suspension, followed by 3 doses of antacid suspension (Treatment A). Other six healthy subjects received only a single dose of 200 mg of itraconazole as the control groups (Treatment B). After 1-week washout period, each group of healthy subjects received another treatment. The serum samples were analyzed by a validate HPLC-UV method. Results : The means + SD of time to maximum serum concentration (tmax), maximum serum concentration (Cmax) and area under the concentration-time curve (AUC) of itraconazole in the group with and without antacid were 5.1 + 2.7 vs 3.0 + 0.4 h (p < name="a11">Objectives in Teaching and Testing
Bunpot SuwannaprasertDepartment of Mathematics, Faculty of Science, Naresuan University, Muang, Phitsanulok, 65000 THAILAND
In our concern to improve the instructions, the objectives in teaching and testing for any subject are of prime importance. The purpose of this article is to present the ideas of the objectives in teaching and testing to all subjects. The developments of "Why we use objectives in teaching and testing?" and "How should objectives be stated?" are dressed up. Finally, it is highlighted that instructors should be aware on the objectives that they are useful tools to evaluate instruction of all instructors.
Keywords: Objective, Teaching, Testing

Friday, November 25, 2005

Research & Development

Research & Development
Research คือ การวิจัยDevelopment คือ การพัฒนาเมื่อนำทั้งสองคำนี้มารวมกันคือResearch & Developmen คือ การวิจัยและการพัฒนาจะมีความหมายในเชิงรวม และมีความหมายและนิยามในเรื่องที่ต่อท้ายหรือ สิ่งที่ต้องการจะทำการวิจัยและพัฒนาในสิ่งนั้นๆการวิจัยและพัฒนาการศึกษา(Educational Research and Development หรือ R & D)ความหมายความสำคัญการวิจัยและพัฒนาการศึกษาเป็นการพัฒนาการศึกษา โดยพื้นฐานการวิจัย(Research Based Education Development)เป็นกลยุทธ์หรือวิธีการสำคัญหนึ่งที่นิยมใช้ในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการศึกษา โดยเน้นหลักเหตุผลและตรรกวิทยา เป้าหมายหลัก คือ ใช้เป็นกระบวนการในการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของผลิตภัณฑ์ทางการศึกษา (Education Product)การวิจัยและพัฒนาทางการศึกษา (R & D) มีความแตกต่างจากการวิจัยการศึกษาประเภทอื่นๆ อยู่ 2 ประเภท คือ
1. เป้าประสงค์ / จุดมุ่งหมาย (Goal) การวิจัยทางการศึกษามุ่งค้นคว้าหาความรู้ใหม่ โดยการวิจัยพื้นฐานหรือมุ่งหาคำตอบเกี่ยวกับการปฏิบัติงาน โดยการวิจัยประยุกต์ แต่การวิจัยและพัฒนาทางการศึกษามุ่งพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพผลิตภัณฑ์ทางการศึกษา แม้ว่าการวิจัยประยุกต์ทางการศึกษาหลายโครงการก็มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการศึกษา เช่นการวิจัยประยุกต์ทางการศึกษาสำหรับการสอนแต่ละแบบแต่ละผลิตภัณฑ์เหล่านี้ได้ใช้สำหรับการทดสอบสมมุติฐานของการวิจัยแต่ละครั้งเท่านั้น ไม่ได้พัฒนาไปสู่การใช้สำหรับสถานศึกษาทั่วไป
2. การนำไปใช้ (Utility) การวิจัยทางการศึกษา มีช่องว่างระหว่างผลการวิจัยกับการนำไปใช้จริงอย่างกว้างขวาง คือ ผลการวิจัยทางการศึกษาจำนวนมากอยู่ในตู้ไม่ได้รับการพิจารณานำไปใช้ นักการศึกษาและนักวิจัยจึงหาทางลดช่องว่างดังกล่าวโดยวิธีที่เรียกว่า "การวิจัยและพัฒนา" อย่างไรก็ตามการวิจัยและพัฒนาทางการศึกษา มิใช่สิ่งที่ทดแทนการวิจัยทางการศึกษา แต่เป็นเทคนิควิธีที่จะเพิ่มศักยภาพของการวิจัยทางการศึกษาให้มีผลต่อการจัดการทางการศึกษา คือ เป็นตัวเชื่อมเพื่อแปลงไปสู่ผลิตภัณฑ์ทางการศึกษาที่ใช้ประโยชน์ได้จริงในโรงเรียนทั่วไป ดังนั้น การใช้กลยุทธ์การวิจัยและพัฒนาทางการศึกษาเพื่อปรับปรุง เปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาการศึกษาจึงเป็นการใช้ผลจากการวิจัยทางการศึกษา (ไม่ว่าจะเป็นการวิจัยพื้นฐาน หรือการวิจัยประยุกต์) ให้เป็นประโยชน์มากยิ่งขึ้น สามารถสรุปความสัมพันธ์และความแตกต่าง ดังภาพประกอบต่อไปนี้ ขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาการวิจัยและพัฒนาประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ 11 ขั้นตอน ดังนี้
ขั้นที่ 1 การกำหนดผลผลิตทางการศึกษาที่จะทำการพัฒนา ขั้นตอนแรกที่จำเป็นที่สุด คือ ต้องกำหนดให้ชัดว่าผลผลิตทางการศึกษาที่จะวิจัยและพัฒนาคืออะไรโดยต้องกำหนดลักษณะทั่วไป รายละเอียดของการใช้วัตถุประสงค์ของการใช้เกณฑ์ในการเลือกกำหนดผลผลิตการศึกษาที่จะวิจัยและพัฒนา อาจมี 4 ข้อ คือ1) ตรงกับความต้องการอันจำเป็นหรือไม่2) ความก้าวหน้าทางวิชาการมีพอเพียงในการที่จะพัฒนา ต่อการวิจัยและพัฒนานั้นหรือไม่3) บุคลากรที่มีอยู่ ทักษะความรู้และประสบการณ์ที่จำเป็นต่อการวิจัยและพัฒนานั้นหรือไม่4) ผลผลิตนั้นจะพัฒนาขึ้นในเวลาอันสมควรได้หรือไม่
ขั้นที่ 2 รวบรวมข้อมูลและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง คือการศึกษาทฤษฎีและงานวิจัย การสังเกตภาคสนามซึ่งเหี่ยวข้องกับการใช้ผลผลิตการศึกษาที่กำหนด ถ้ามีความจำเป็นผู้ทำการวิจัยและพัฒนาอาจต้องทำการศึกษาวิจัยขนาดเล็กเพื่อหาคำตอบซึ่งงานวิจัยและทฤษฎีที่มีอยู่ไม่สามารถตอบได้ก่อนที่จะเริ่มการพัฒนาต่อไป
ขั้นที่ 3 การวางแผนการวิจัยและพัฒนา ประกอบด้วย1) กำหนดวัตถุประสงค์ของการใช้ผลผลิต2) ประมาณการค่าใช้จ่าย กำลังคน และระยะเวลาที่ต้องใช้เพื่อศึกษาความเป็นไปได้3) พิจารณาผลสืบเนื่องจากผลผลิต
ขั้นที่ 4 พัฒนารูปแบบขั้นตอนของผลผลิต ขั้นนี้เป็นขั้นการออกแบบและจัดทำผลผลิตการศึกษาตามที่วางไว้ เช่น เป็นโครงการวิจัยและพัฒนา หลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้น ก็จะต้องออกแบบหลักสูตร เตรียมวัสดุหลักสูตร คู่มือผู้ฝึกอบรม เอกสารในการฝึกอบรม และเครื่องมือการประเมิน
ขั้นที่ 5 ทดลองหรือทดสอบผลผลิตครั้งที่ 1 โดยการนำผลผลิตที่ออกแบบและจัดเตรียมไว้ใน
ขั้นที่ 4 ไปทดลองใช้เพื่อทดสอบคุณภาพขั้นต้นของผลผลิตในโรงเรียนจำนวน 1-3 โรงเรียน ใช้กลุ่มเล็ก 6-12 คน ประเมินผลโดยการใช้แบบสอบถาม การสังเกตและการสัมภาษณ์ แล้วรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์
ขั้นที่ 6 ปรับปรุงผลผลิตครั้งที่ 1 นำข้อมูลและผลการทดลองใช้จากขั้นตอนที่ 5 มาพิจารณาปรับปรุง
ขั้นที่ 7 ทดลองหรือทดสอบผลผลิตครั้งที่ 2 ขั้นนี้นำผลผลิตที่ปรับปรุงไปทดลอง เพื่อทดสอบคุณภาพผลผลิตตามวัตถุประสงค์ โรงเรียนจำนวน5-15 โรงเรียน ใช้กลุ่มตัวอย่าง 30-100 คน ประเมินผลเชิงปริมาณในลักษณะ Pre-test นำผลไปเปรียบเทียบกับวัตถุประสงค์ของการใช้ผลผลิตอาจมีกลุ่มควบคุม กลุ่มการทดลอง ถ้าจำเป็น
ขั้นที่ 8 ปรับปรุงผลผลิตครั้งที่ 2 นำข้อมูลและผลจากการทดลองใช้จากขั้นที่ 7 มาพิจารณาปรับปรุง
ขั้นที่ 9 ทดลองหรือทดสอบผลผลิตครั้งที่ 3 ขั้นนี้นำผลผลิตที่ปรับปรุงไปทดลอง เพื่อทดสอบคุณภาพการใช้งานของผลผลิต โดยใช้ตามลำพังในโรงเรียน 10-13 โรงเรียน ใช้กลุ่มตัวอย่าง 40-200 คน ประเมินผลโดยการใช้แบบสอบถาม การสังเกตและการสัมภาษณ์แล้วรวบรวมข้อมูลมาวิเคราะห์
ขั้นที่ 10 ปรับปรุงผลผลิตครั้งที่ 3 นำขั้นที่ 9 มาพิจารณาปรับปรุงเพื่อผลิตและเผยแพร่ต่อไปขั้นที่ 11 เผยแพร่ เป็นการเสนอรายงานเกี่ยวกับผลการวิจัยและพัฒนาผลผลิตในที่ประชุมสัมมนาทางวิชาการหรือวิชาชีพ ส่งไปลงเผยแพร่ไปใช้ในโรงเรียนต่างๆ หรือติดต่อบริษัทเพื่อผลิตจำหน่ายต่อไป

แบบฟอร์มการทำวิทยาพนธ์ จากบัณฑิตศึกษา

แบบฟอร์มการทำวิทยาพนธ์ จากบัณฑิตศึกษา
แบบมาตรฐานการทำวิทยานิพนธ์ในระดับปริญญาโท พระจอมเกล้าลาดกระบัง จากบัณฑิตศึกษาตาม link ต่อไปนี้http://www.graduate.kmitl.ac.th/anurak/annouce/Thesis.pdf

งานวิจัยที่4

ประเด็นงานวิจัย
1. การใช้สื่อ e- book ช่วยสอน วิชา วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น
2. การสอนโดยใช้สื่อการืตูน Animation
3. การวัดเจตคติของนักศึกษาที่มีต่อวิชา วงจรไฟฟ้าเบื้องต้น
4. การใช้สื่อในการจัดการเรียนการสอน
5. การใช้ CAI ในวิชาวงวจรไฟฟ้าเบื้องต้น
6. คู่มือการจัดระบบชองแผนกไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์

วิจัย2

ฟหดกเดี้นีรยรบนบนยรัรัรั

วิจัย2

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มี ลุกหมุ 3 ตัว

วิจัย1

กดเปด้เด